วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

1 ตค. วันผู้สูงอายุสากล

วันนี้ ผู้เขียนได้อ่านข่าวที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุในวัยเกษียณ จากเว๊ป manager online
เห็นว่า มีประโยชน์ต่อผู้สูงวัยอย่างผู้เขียน ก็เลยอยากจะนำมาแชร์ให้อ่านทั่วกันในที่นี้ 

ต้องขอขอบพระคุณ manager online ด้วยนะครับ


สธ. ห่วงคนวัยเกษียณปรับตัวไม่ทัน มีเวลาว่าง ไม่ได้ทำงานพบปะผู้คน เสี่ยงภาวะซึมเศร้า เหงา เครียด แนะปรับมุมมองการใช้ชีวิต คิดบวก เตรียมตัวหากลุ่มเพื่อน กลุ่มกิจกรรมก่อนเกษียณ แนะการดูแลอาหาร สุขภาพวัยเกษียณ เผย 3 แนวทางเป็นผู้เกษียณอย่างมีความสุข 

        นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วันที่ 30 ก.ย. ของทุกปีถือเป็นวันสุดท้ายของการทำงานในผู้ที่เกษียณอายุราชการ โดยหลังจากนี้ผู้เกษียณจะมีเวลาว่างมากขึ้น ทำให้หลายคนอาจปรับตัวไม่ทัน เพราะที่ผ่านมาต้องทำงานพบปะเพื่อนร่วมงานทุกวัน อาจเกิดภาวะซึมเศร้า เหงา เครียดได้ ดังนั้น ผู้ที่จะเกษียณจึงควรเตรียมตัวเตรียมใจ ไม่วิตกกังวลเกินไปกับชีวิตหลังเกษียณ มองโลกในแง่ดี คิดบวก ให้เวลากับการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย อยู่กับครอบครัว ทำงานอดิเรกที่ชอบ พักผ่อนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ช่วงก่อนเกษียณควรมีการเตรียมตัวหากลุ่มเพื่อน กลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ ไว้ หรืออาจหากลุ่มสมาชิกผู้สูงอายุใกล้ ๆ เพื่อจะได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
       
       “สำหรับการดูแลด้านอาหารของวัยเกษียณ ซึ่งเป็นวัยสูงอายุด้วยนั้น แนะนำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย เลือกกินข้าวกล้อง ผักมื้อละ 2 ทัพพี และผลไม้วันละ 3 - 5 ส่วน จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด และโรคมะเร็ง กินปลาเป็นหลัก สลับกับเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ดื่มนมวันละ 1 แก้ว เพื่อรับแคลเซียมและวิตามิน เลือกกินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร ปรุงอาหารด้วยวิธี ต้ม นึ่ง อบ แทนการทอด เลี่ยงอาหารรสหวานจัด เค็มจัด หากมีปัญหาสุขภาพช่องปากควรดัดแปลงอาหารให้อ่อนนิ่ม หรือมีขนาดเล็กลง สับหรือบดให้ละเอียดก่อนนำมาปรุง นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที แบบที่ไม่ใช้แรงกระแทก เพราะจะทำให้เข่ารับน้ำหนักมากขึ้นจนเสื่อม” รมว.สาธารณสุข กล่าว
       
       นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การเตรียมสะสมเงินสำรองไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ ประมาณการรายรับ - รายจ่ายในแต่ละเดือน จะช่วยลดปัญหาและภาวะเครียดจากค่าใช้จ่ายที่ไม่พอใช้ได้ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของที่อยู่อาศัย จัดบ้านและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความปลอดภัย เพื่อลดอุบัติเหตุและอันตรายต่าง ๆ เช่น ใช้วัสดุกันลื่นในห้องน้ำ มีราวจับ ใช้โถส้วมแบบนั่งราบ จัดบ้านให้โล่งและอากาศถ่ายเทได้สะดวก สำหรับลูกหลานและญาติควรให้ความสำคัญและเวลากับผู้สูงอายุ จะช่วยให้ผู้เกษียณไม่เหงาและเกิดภาวะซึมเศร้า
       
       นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า 
วันที่ 1 ต.ค. ถือเป็นวันผู้สูงอายุสากลและยังเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เกษียณ แม้ว่าสมองของผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีความเสื่อมในด้านจำนวนเซลล์สมอง สารสื่อประสาท หรือหลอดเลือดสมองที่เสื่อมลง ทำให้การเรียนรู้สิ่งใหม่ ความคิด ความจำอาจลดลง แต่สมองส่วนการสร้างสรรค์ของผู้สูงอายุยังคงทำงานได้อย่างดีจนถึงอายุ 90 ปี จึงไม่อยากให้มองว่า เกษียณแล้วจะทําให้กลายเป็นคนชรา ทุกอย่างอยู่ที่มุมมองความคิดของเรา ถ้าคิดในทางบวกช่วงเวลานี้ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะมีเวลาได้พักผ่อน ดูแลสุขภาพร่างกาย แต่ถ้าคิดทางลบก็จะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกแย่ หากไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ อาจมีภาวะซึมเศร้า กินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดว่าถูกทอดทิ้ง และมองตัวเองไม่มีคุณค่า
       
       “แนวทางอยู่อย่างมีความสุขในวัยเกษียณ 
1. ต้องสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ทำในสิ่งดี ๆ ให้กับตนเองและผู้อื่น ไม่เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ทำความสำเร็จเล็ก ๆ ในแต่ละวัน และมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ นั้น 
2. สร้างสุขภาพกายและใจให้ตนเอง ทั้งอาหารการกิน การตรวจสุขภาพ การฝึกจิต ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้สดใส เมื่อใดที่รู้สึกหดหู่ เหงา เศร้า ไม่สดชื่น ต้องรู้ตัว รีบปรับตัว อยู่กับคนที่รัก ไปพบเพื่อนฝูง พุดคุยปรึกษาปัญหา ทำกิจกรรมที่ชอบ ถ้าทำทุกอย่างแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาจิตแพทย์ 
3. สร้างกิจกรรมที่หลากหลายตามสภาวะของร่างกาย ทั้งกิจกรรมในบ้าน นอกบ้าน ทำคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม ตามความชอบ ความพอใจ รสนิยม และบริบทการใช้ชีวิต เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และร่างกาย ให้มีความคล่องแคล่ว ว่องไว เพื่อเป็นผู้สูงอายุที่ยังคงความหนุ่ม ความสาว ชะลอความเสื่อมให้นานที่สุด” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว
       

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558

มันมาอีกแล้วครับท่าน.... วันสิ้นโลก 24.09.2015

นับเป็นเวลามานานเกือบร่วมปี ที่ผู้เขียนได้หยุดโพสต์ข้อความลงในบล๊อกส่วนตัวนี้
เพราะไม่มีประเด็นอะไรใหม่ แม้แต่จะเขียนข้อความเชียร์สินค้าเกี่ยวกับยานยนต์

แต่ตอนนี้ มันเกิดมีประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับทุกคนบนโลกนี้ คือ เกิดกระแสแพร่กระจายกันมาในโลกโซเชียล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน YOUTUBE อีกแล้วว่า ดาวเคราะห์ที่เรียกว่า โลกที่พวกเราๆ ท่านๆ อาศัยอยู่นี้ ต้องถึงคราวอวสาน หรือไม่ก็ใกล้เคียงจะสูญสลายไปในช่วงวันที่ 18-24 กันยายน ปีนี้ ซึ่งก็อีกไม่กี่วันนับต่อจากนี้

ฟังแล้ว บางท่านคงอดขำในใจไม่ได้ว่า  ไอ้ความคิดบ้าๆ นี้มันมาอีกแล้ว...

กระแสความเชื่อของผู้คนในสังคมในเรื่อง โลกแตก ได้หดหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังวันที่ 21.12.2012 สามปีที่แล้ว  เรื่องทั้งหมดที่เฝ้าติดตามกันมาหลายปีหลายเดือนสำหรับคนบางคน กลายเป็นเรื่องของภาพยนตร์ทำเงิน แต่ไม่มีสาระหรือข้อมูลความจริงที่จะมาเฝ้าติดตาม และกล่าวถึงกันอย่างจริงจังอีกต่อไป

แต่แล้ว จู่ๆ ก็เกิดมีคนนำประเด็นนี้มาโพสต์เป็นวิดิโอคลิปขึ้นมาบน YOUTUBE  จากนั้นไม่นานนัก ก็มีผู้ติดตามแชร์ข้อมูลกันอย่างแพร่หลายในวงกว้าง จนบางคลิปมีผู้ชมเป็นล้าน เมื่อไล่เรียงดูเวลาจากคลิปเหล่านี้ จะเห็นว่า เจ้ากระแสความคิดในเรื่องนี้น่าจะเกิดขึ้นไม่นาน น่าจะปลายปีที่แล้ว ต่อจากนั้นก็มีผู้คนมาต่อกระแสความเชื่อด้วยการโพสต์ข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งลับและไม่ลับ สัญญานบอกเหตุต่างๆ ทั่วโลก จนนับไม่ถ้วนว่า โลกเราจะประสบกับปัญหาถึงขั้นมหันตภัยวิบัติสิ้นโลกสังคมล่มสลาย ประชากรของโลกล้มตายเป็นจำนวนมาก ในช่วงวันที่ 18 - 24 กันยายน 2015 ซึ่งอันที่จริงแล้ว วันที่เกิดจะเหตุการณ์จริง ต่างก็ว่า น่าจะเป็นหรือไม่เกิน วันที่ 24 กันยายนแน่นอน แหม...ใครหนอ ช่างเก่งกาจสามารถพยากรณ์ได้เจาะจงแม่นยำขนาดนั้น ท่านนอสตราดามุส เองยังไม่กล้าเลย

เอาล่ะ แต่มันก็ดีไปอย่างที่ไม่ต้องรอนานกว่าจะได้พิสูจน์ เพราะเหลือเพียงอีกไม่กี่วันเอง เหล่าบรรดานักพยากรณ์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ กับผู้ติดตามกระแสข่าวอย่างเราๆ จะได้เห็นว่า มันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ระหว่างนี้ ผู้เขียนได้ลองรวบรวมข้อมูลจาก YOUTUBE ว่า พวกนั้นเค้ามีความเชื่อในเรื่องนี้กันอย่างไรว่า โลกจะเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายมหาภัยพิบัติเช่นนั้นในช่วงวันดังกล่าวนี้ มันมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

ลำดับแรก คือ มันเกิดมาจากการทดลองของคณะนักวิทยาศาสตร์ขององค์กรวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป ซึ่งมีชื่อย่อเป็นที่รู้จักกันว่า CERN


CERN คือองค์กรทำอะไร มีความเป็นมาอย่างไร เป็นเรื่องยาว
ผู้เขียนขออนุญาตคัดลอกข้อมูลบางส่วนจาก วิกิพีเดีย จะดีกว่า

องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (อังกฤษ: European Organization for Nuclear Research; CERN; ฝรั่งเศส: Organisation européenne pour la recherche nucléaire) เรียกโดยทั่วไปว่า "เซิร์น" เป็นองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2497 โดยมีประเทศสมาชิกก่อตั้ง 12 ประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

บทบาทหลักของเซิร์นคือ การจัดเตรียมเครื่องเร่งอนุภาคและโครงสร้างอื่นๆที่จำเป็นต่อการวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค เซิร์นเป็นสถานที่ทำการทดลองมากมายที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังมีชื่อเสียงในฐานะเป็นต้นกำเนิดของเวิลด์ไวด์เว็บ สำนักงานหลักที่เขตเมแร็ง มีศูนย์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงมากเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลอง และเนื่องจากจำเป็นต้องทำให้นักวิจัยในสถานที่อื่นสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ได้ จึงต้องมีฮับสำหรับข่ายงานบริเวณกว้างอีกด้วย

ห้องควบคุมปฏิบัติการ
ภายในอุโมค์วงแหวนยาว 27 กม.
สำนักงานใหญ่ของเซิร์น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเจนีวา ใกล้กับชายแดนฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิกส์ขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการราว 3,000 คน
อุโมงค์วงแหวนครอบคลุมพื้นที่ของสองประเทศ

ปัจจุบัน เซิร์นได้ติดตั้งเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider - LHC) ภายในอุโมงค์ใต้ดินรูปวงแหวนขนาดเส้นรอบวง 27 กิโลเมตร มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ใต้ดินของประเทศฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การติดตั้งได้แล้วเสร็จและได้เริ่มการทดลองมาเรื่อย ๆ หลังจากเดือนกันยายน พ.ศ. 2551

Large Hadron Collider - LHC
               
สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า คณะนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากศูนย์วิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น  ได้เริ่มทดลองยิงอนุภาคโปรตอนเพื่อไขปริศนาหาจุดกำเนิดของจักรวาลหรือเอกภพอีกครั้งหนึ่ง  ท่ามกลางการเฝ้าจับตาสังเกตการณ์จากนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ทั่วโลกกว่า 9,000 คน

ตามรายงานข่าว การทดลองยิงอนุภาคโปรตอนครั้งนี้ นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุด มีขึ้นที่อุโมงค์ใต้ดิน บริเวณพรมแดนระหว่างฝรั่งเศสกับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งลึกลงจากพื้นผิวโลกไปประมาณ 300 - 400 ฟุต ทั้งนี้ การทดลองยิงอนุภาคโปรตอน เริ่มขึ้นเมื่อวันพุธที่ 9 กันยายนที่ผ่านมาในเวลาประมาณ 09.32 น.เวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 14.30 น.ตามเวลาในไทย

โดยนางพาโอลา คาทาพาโน โฆษกหญิงของเซิร์น กล่าวว่า อนุภาคโปรตอนที่ยิงออกไปครั้งใหญ่ที่สุดในโลกครั้งนี้  ถูกยิงจากเครื่อง Large Hadron Collider หรือแอลเอชซี ซึ่งเป็นเครื่องยิงอนุภาคโปรตอน มีลักษณะคล้ายท่อวงแหวนมีขนาดความยาว 27  กิโลเมตร ที่ถูกสร้างขึ้นตามโครงการที่คิดขึ้นเมื่อ  30  ปีที่แล้ว

 เครื่องยิงอนุภาคโปรตอน จะทำหน้าที่เป็นเร่งความเร็วของอนุภาคโปรตอนให้มีความเร็วเท่ากับหรือเกือบเท่ากับความเร็วของแสงวิ่งชนกัน  เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์ระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบง ซึ่งตามสมมติฐานของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ เชื่อว่า ปรากฏการณ์บิ๊กแบงนี้จะก่อให้เกิดวิวัฒนาการต่างๆ รวมทั้งวิวัฒนาการของเอกภพหรือจักรวาลด้วย

ขณะเดียวกัน ทางด้านนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ต่างพากันแสดงความหวั่นวิตกว่า การทดลองครั้งนี้จะส่งผลทำให้เกิดหลุมดำแม้เพียงขนาดเล็ก แต่ก็สามารถดูดกลืนวัตถุรอบ ๆ และขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งตัวโลกของเราเอง หรือจักรวาลทั้งหมดที่มีอยู่ ก็สามารถถูกดูดกลืนเข้าไปได้ภายในพริบตาด้วยความเร็วของแสง ซึ่งนายเจมส์ กิลเลส หัวหน้าคณะโฆษกของเซิร์น ออกมาตอบโต้ว่า ความหวั่นวิตกดังกล่าว เป็นเรื่องที่เหลวไหล

เป็นยังไงบ้างครับ ฟังแล้วมันน่าสยดสยองอยู่ไม่น้อย แต่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ (ถ้ามันเกิดขึ้นจริงนะครับ) จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจจนไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถแก้ไขหรือทำอะไรได้เลย มันเป็นหายนะชนิดไร้ซึ่งความทรมานหรือเจ็บปวด นับเป็นจุดจบของโลกและมนุษย์ชาติแบบเจ๋งจริงๆ

หลุมดำที่ดูดกลืนกินทุกอย่างแม้แต่แสง
ลำดับต่อไป สิ่งที่กำลังจะมาทำลายล้างโลกได้ ก็คือ เจ้าดาวนิบิรู Nibiru หรือ ดาวเคราะห์ X วายร้ายเจ้าเก่าของภาคที่แล้ว ที่ว่าจะโคจรมาใกล้โลก เมื่อตอนวันที่ 21.12.2012 นั่นเอง สำหรับผู้ติดตามในเรื่องนี้คงยังจำกันได้



แต่แล้วพอถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2012 เข้าจริง ๆ  เจ้าดาวนิบิรูกลับไม่โผล่มาให้เห็นเลย สังคมก็เลยสรุปว่า มันไม่เคยมีอยู่จริง ทางองค์การนาซ่าเอง ก็ไม่เคยบอกหรือยืนยันอย่างเป็นทางการเลยว่า มีดาวดวงนี้อยู่ในสารบบดาวใด ๆ มาก่อน  แต่ระนั้นก็ดี ยังมีผู้คนพากันเชื่อได้เชื่อดีว่า มันต้องมีอยู่จริง

หนนี้มันกลับมาอีกแล้วสำหรับผู้ที่ยังคงเชื่อว่ามันมีอยู่  ขณะนี้มันได้โคจรเข้ามาในระบบสุริยะของเรา และพอมาถึงระยะที่ใกล้กับโลก แรงดึงดูดอันมหาศาลของมัน (ดาวนิบิรู ใหญ่กว่าโลกถึง 4-5 เท่า) จะส่งผลให้แรงโน้มถ่วงของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง  จะทำให้ขั้วแม่เหล็กโลกสลับเปลี่ยนขั้ว หรือทำให้โลกหมุนช้าลง จนถึงหยุดหมุนรอบตัวเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดความแปรปรวนทางภูมิอากาศทั่วโลก อาทิเช่น ซุปเปอร์พายุหมุนกำลังแรง หรือน้ำท่วมใหญ่ ภาพเหตุการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ มันโคจรพุ่งชนโลกเราอย่างตรง ๆ อันนี้ไม่ต้องใช้จินตนาการใดๆเลยว่า โลกและเหล่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่จะจบลงเอยกันอย่างไร




ในขณะที่ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน แต่กล้องโทรทรรศ์ดูดาวต่าง ๆ ทั้งบนโลกและในอวกาศเช่น กล้อง Hubble กลับยังมองไม่เห็นการมาของมันใกล้โลกเลย  ดังนั้น ผู้เขียนว่า ความหายนะรายการนี้น่าจะตกอยู่ในอันดับที่เป็นไปไม่ได้อย่างที่สุด

อันดับต่อมาอีก ก็เป็นการพุ่งชนโลกของลูกอุกกาบาตขนาดใหญ่ อันนี้มาสไตล์ภาพยนตร์เรื่อง Deep Impact ดังนั้น ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นใด ก็ไม่ต้องเสียเวลาสาธยายมาก


มหาสมุทรทั่วโลกจะเกิดคลื่นซูนามิระดับสูงหลายร้อยเมตรโถมเข้าฝั่งทวีปต่างๆ เมืองทุกเมืองที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทวีปกลายไปเมืองใต้บาดาลในทันที สร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติและสรรพสิ่งสุดคณานับ

บางข้อมูลก็ว่า ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นเป็นวันสิ้นโลกในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะเกิดภัยสงคราม หรือจราจล ระดับภูมิภาค อันสืบเนื่องมาจากการล้มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศผู้นำโลก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ไม่ก็จีน หรือบางประเทศในกลุ่มอียู  หายนะรายการนี้มาแนวเศรษฐกิจการเงิน และการเมือง มิใช่แนววิทยาศาสตร์แต่อย่างใด  ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน  แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว มันไม่ยังน่าจะเกิดขึ้นในเวลาช่วงนี้ ถ้าภายในอีกปีสองปีล่ะก็อาจไม่แน่เหมือนกัน


นอกจากสาเหตุต่าง ๆ ที่จะนำการล่มสลายแตกดับของโลกที่ได้พูดมาแล้วข้างต้น ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ที่ผู้ตั้งตัวเป็นนักพยากรณ์ พากันทำนายและแชร์ความเชื่อของตนบน YOUTUBE

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พวกเราจะมาลองนับถอยหลังวันสิ้นโลกภายในวันที่ 24 เดือนนี้กันดู เพราะไม่มีอะไรต้องเสีย อีกทั้งก็ไม่นานเกินรอ

ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเหมือนคราวที่แล้วหลังวันที่ 21.12.2012  เหล่าพวกนักพยากรณ์ทั้งหลายก็คงไม่รู้สึกหน้าแตกอะไร คงพาออกมาแก้ตัวด้วยมุขเดิม ๆ ว่า วันสิ้นโลก ที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เพราะเหตุผลนานับประการ หรือไม่ก็ไม่พูดอะไร แต่จะเลื่อนกำหนดวันสิ้นโลกออกไปใหม่เรื่อย ๆ  แต่คราวนี้ ความเชื่อของผู้คนในประเด็นโลกสูญสลาย น่าจะจุดประเด็นไม่ติดอีกต่อไป  ถ้าไม่อย่างถาวร อย่างน้อยก็สักช่วงระยะเวลาหนึ่ง


วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ยางรถยนต์ VEE RUBBER กับบริการพิเศษ VEE XPRESS

ความเดิมของตอนที่แล้ว ผู้เขียนได้เคยโพสต์บทความเกี่ยวกับยางรถยนต์ยี่ห้อ
VEE RUBBER สรุปใจความว่า

พี่ชายที่แสนดีของผู้เขียนได้ส่งยางรถยนต์รุ่น ZILENT ของบริษัท VEE RUBBER 
มาให้ลองใช้ 2 เส้น ซึ่งหลังจากผู้เขียนได้นำมาสับเปลี่ยนกับยางเก่าคู่หน้าเมื่อวันที่ 
8 กันยายนที่ผ่านมา ผู้เขียนมีความประทับใจเป็นอย่างยิ่ง ในคุณภาพของยางรถยนต์
ราคาไม่แพงยี่ห้อนี้จากการใช้งานขับขี่ประจำวัน

ผู้เขียนได้เขียนทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าได้เปลี่ยนยางคู่หลังด้วยก็จะทำให้ประสบการณ์ใน
การขับขี่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น...แบบไร้รอยต่อ

และแล้ว วันนั้นก็มาถึงที่คุณพี่ชายได้จัดยางรถรุ่นเดิมมาเพิ่มอีก 2 เส้น
เพื่อใช้สับเปลี่ยนกับยางคู่หลังให้ครบเป็นยางใหม่ทั้งสี่เส้น

แต่มาครั้งนี้ พี่ชายเค้าบอกว่า จะให้ผู้เขียนได้ลองสัมผัสกับบริการพิเศษของบริษัทฯ 
ที่มีชื่อเรียกว่า VEE XPRESS บริการด่วนนอกสถานที่แบบหน่วยเคลื่อนที่เร็ว 
เป็นบริการครบวงจรอันประกอบด้วยถอดยางเก่าจากกระทะล้อ นำยางใหม่ใส่เข้ากระทะ
พร้อมกับถ่วงยางด้วยตะกั่วให้เสร็จสรรพ จากนั้นก็ติดตั้งยางใหม่เข้ากับรถยนต์ของลูกค้า 
ซึ่งบริการที่ว่าทั้งหมดนี้ จะกระทำ ณ สถานที่ที่ลูกค้าสะดวก เช่น ที่บ้าน หรือที่ทำงาน 
แทนที่เราจะต้องเสียเวลานำรถยนต์ไปเปลี่ยนยางตามร้านขายยางหรือศูนย์รถยนต์ทั่วไป

ผู้เขียนก็เพิ่งรู้ว่า บริษัท VEE RUBBER มีบริการพิเศษสุด ๆ แบบนี้ด้วย

ประมาณก่อนเที่ยงของวันที่ 4 ธันวาคม ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์จากเจ้าหน้าที่ของ
บริษัทว่า กำลังเดินทางมาหาที่บ้านเพื่อนำยางใหม่ 2 เส้นมาใส่ให้ตามที่คุณพี่ชายได้เกริ่นไว้
ผู้เขียนกำลังแล่นรถออกไปทำธุระนอกบ้าน จึงขอนัดสถานที่กับผู้ที่โทรมาว่า
ขอเจอกันที่ปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง อยู่ตั้งอยู่ปากทางเข้าหน้าหมู่บ้านแทน

หลังจากที่ผู้เขียนจอดรถรอไม่นานนัก รถบริการเฉพาะกิจของบริษัท VEE RUBBER
พระเอกในเรื่องของเราก็ปรากฎตัวขึ้น ณ จุดนัดหมาย






จากนั้น การปฎิบัติงานเปลี่ยนยางใหม่คู่หน้าให้กับรถของผู้เขียน ก็ถูกดำเนินการ
อย่างรวดเร็ว ณ บริเวณสถานที่ปั๊มน้ำมันแห่งนั้นนั่นเอง

และภายในระยะเวลาเบ็ดเสร็จ 23 นาที งานทุกอย่างก็สำเร็จสมบูรณ์เรียบร้อย                                                                                             
ผู้เขียนต้องขอชมเชยพนักงานประจำรถ ผู้ปฎิบัติงานครั้งนี้ คือ ช่างอ๊อด
ซึ่งใช้เวลาในการทำงานทั้งหมดรวมแล้วน้อยกว่า ครึ่งชม.

ทั้งนี้น่าจะเป็นเพราะช่างอ๊อดเองมีความชำนาญและคล่องตัวในการใช้อุปกรณ์และ
เครื่องมือต่าง ๆ แบบช่างอาชีพ

ดังนั้น สำหรับท่านที่กำลังคิดจะเปลี่ยนยางชุดใหม่ที่ราคาย่อมเยา
แต่มีคุณภาพดีเทียบเท่ากับยางแพง ๆ แล้วล่ะก็
ท่านน่าจะลองเรียกใช้บริการ VEE XPRESS จากบริษัท VEE RUBBER ดู
แล้วท่านจะได้พบกับช่างอ๊อด กับบริการประทับใจแบบสุดสุด เช่นเดียวกับ
ที่ผู้เขียนได้สัมผัสมา

ส่วนรายละเอียดของบริการหรือข้อมูลอื่นๆ ท่านสามารถติดต่อจาก
Call Center ที่เบอร์โทร 087-830-2929 หรือ facebook.com/vee xpress

อ้อ...ผู้เขียนเกือบจะลืมบอกไปว่า ค่าบริการนอกสถานที่ทั้งหมดนี้ ท่านไม่ต้องจ่ายแพง
ไปกว่าจำนวนเงินที่ท่านต้องจ่ายให้กับร้านขายยางทั่วไปเลยนะครับ  แต่ท่านจะได้ประหยัด
ค่าน้ำมันรถ กับเวลาอันมีค่าของท่านจากการที่ไม่ต้องแล่นรถออกจากบ้านไปเปลี่ยนยาง
กับร้านขายยางข้างนอกอีกต่อไป

โอ้!  จอร์จ มันเยี่ยมมากๆ.....

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

NIKA vs. VEE RUBBER

ผู้เขียนได้ว่างเว้นจากการโพสต์บทความมานานพอควร สาเหตุเป็นเพราะไม่ค่อยจะมีเวลา
กลับมาเปิดดูบล๊อกของตัวเอง อีกทั้งก็ไม่รู้ว่า จะเขียนอะไรที่มีประโยชน์หรือสาระพอที่จะแชร์
กับบรรดาผู้คนบนโลกไซเบอร์ได้

เมื่อเดือนเมษายน สองปีมาแล้ว จำได้ว่า เคยเขียนถึงยางรถยนต์ที่ผลิตในประเทศ
เพื่อการส่งออกยี่ห้อหนึ่งชื่อว่า NIKA รุ่น AVATAR ได้บรรยายถึงประสพการณ์และ
ความประทับใจส่วนตัวจากการใช้ยางรุ่นนี้ในวันแรกๆ กับอีก 6 เดือนต่อมา
ซึ่งพอจะสรุปสาระโดยรวมว่า เป็นยางรถยนต์นั่งคุณภาพดียี่ห้อหนึ่งที่ใช้งานได้เกินคุ้ม

มาคราวนี้ โชคชะตาชักพามาให้รู้จักกับยางอีกยี่ห้อหนึ่งที่ชื่อว่า VEE RUBBER ซึ่งผลิตจาก
โรงงานเดียวกันกับยาง NIKA อันว่าชื่อ VEE RUBBER นี้น่าจะเป็นที่รู้จักในวงการยางรถยนต์
ของไทยมากกว่า NIKA เพราะสินค้าภายใต้ชื่อ VEE RUBBER ได้มีการวางตลาดขาย
ทั่วประเทศในร้านค้ายางที่มีป้ายชื่อ VEE RUBBER ติดอยู่ นานนับร่วมกว่าสามสิบปีทีเดียว
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ยางสำหรับรถจักรยาน และยางรถมอเตอร์ไซค์ทุกขนาด
ซึ่งเป็นสินค้าเริ่มต้นที่ทำชื่อเสียงในตลาดยางให้กับบริษัท VEE RUBBER

จากข้อมูลเว๊ปไซต์ของบริษัท โรงงานขนาดใหญ่ของบริษัท VEE RUBBER ปัจจุบัน
ผลิตยางรถยนต์นั่งรุ่นต่าง ๆ ทั้งยางสำหรับรถบรรทุกใหญ่-เล็ก ยางรถมอเตอร์ไซค์
และยางรถจักรยาน สำหรับตลาดภายในประเทศและเพื่อการส่งออกระดับอินเตอร์
ทั่วโลก ตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในปี คศ.1977 โดยใช้วัตถุดิบหลักคือ ยางดิบภายในประเทศล้วนๆ

ขออนุญาตวกกลับมาเรื่อง ยางรถของผู้เขียนนะครับ

เมื่อยางชุดเดิม NIKA ได้ผ่านการใช้งานมาที่ 35,257 กม.เป็นเวลานานร่วมสองปีครึ่ง
เจ้ายางเส้นหน้าข้างขวาเกิดป่วยมีอาการลมซึมออก จนต้องหมั่นเช็คเติมลมอยู่เป็นประจำ
ทั้งๆ ที่สภาพเนื้อยางและดอกยางยังแลดูปรกติ ครั้นเมื่อลองขับรถไปร้านปะยางตามปั๊ม
ลองให้ช่างตรวจหาจุดรั่วซึมจากตะปูตำ หรือเศษโลหะที่อาจฝังในแก้มยาง
ช่างกลับตรวจไม่พบรอยจุดรั่วอย่างชัดเจน


พอเจอพี่ชายก็เล่าให้เค้าฟัง  พี่ชายแสนดีพอทราบปัญหาก็ไม่รีรอ
จัดการส่งยางใหม่มาให้ใช้สองเส้น ตั้งใจจะให้เปลี่ยนยางคู่หน้าพร้อมกันเลย...
แหม...อย่างนี้ก็เรี่ยมนะ่ซิ!

เจ้ายางคู่ใหม่ที่ว่านี้ ก็คือ ยาง VEE RUBBER รุ่น ZILENT


และแน่นอน เมื่อมีของใหม่มา ของเก่าก็ต้องอำลาจากไปโดยเร็วพลัน...

ดอกยางของ VEE RUBBER มองดูดีเช่นเดียวกับของยาง NIKA มีร่องยาง
เส้นเล็กๆ แบบละเอียดตามแนวตัดและแนวยาว จากประสบการณ์ส่วนตัว เจ้าร่องยาง
แบบเส้นละเอียดยิบๆ เหล่านี้ จะถูกออกแบบเป็นลวดลายเฉพาะ เพื่อให้ซึมซับเสียงของยาง
ขณะวิ่งกดไปกับพื้นถนนได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ดอกยางร่องใหญ่จะทำหน้าที่รีดน้ำ
ออกจากหน้ายางทำให้เกาะถนนได้เต็มพื้นที่หน้ายางเมื่อแล่นบนถนนที่นองเจิ่งน้ำ
และในสภาพพื้นถนนแห้งปรกติ ดอกยางร่องใหญ่จะมีทำให้การบังคับเลี้ยวของรถ
ได้เป็นไปอย่างแม่นยำและมั่นใจ

ผู้ใช้ยางรถบางท่านก็มีข้อสังเกตว่า ถ้ายางยี่ห้อใด ออกแบบลวดลายร่อง
ยางเส้นละเอียดเล็กๆ ยิ่งมาก ยิ่งวิ่งได้เงียบ อะไรประมาณนั้น



ชื่อรุ่นยางนี้ ZILENT น่าพอจะประกาศสรรพคุณตัวเองอยู่แล้วว่า 
จุดเด่นของมันที่ผู้ผลิตต้องการนำเสนอต่อผู้ใช้ คือ ความเงียบ (SILENT)

พอได้ลองวิ่งจริง เออ จริงแฮะ มันก็วิ่งได้เงียบสมชื่อจริง ๆ 
เป็นความเงียบซึ่งสามารถรับรู้ถึงความแตกต่างได้อย่างไม่ยากเย็น 
ถึงแม้ว่า ในกรณีของผู้เขียน เฉพาะยางคู่หน้าเท่านั้นที่ถูกเปลี่ยน
ส่วนยางคู่หลังยังคงเป็นยางเดิม NIKA ที่ผ่านการใช้งานมามากกว่าสองปี
แหม...นี่ถ้าได้เปลี่ยนยางคู่หลังใหม่ยกชุดด้วยแล้ว ไม่ต้องกังขาเลยว่า 
การขับขี่จะยิ่งสมบูรณ์มากขึ้นสำหรับรถยนต์อายุอานามใช้งานเกินสิบปีเช่นนี้ :)

ได้เคยกล่าวไว้ในบทความก่อนหน้านี้ว่า ผู้เขียนจะเกิดความปลื้มใจทุกครั้ง
ที่มีโอกาสเปลี่ยนยางรถชุดใหม่ มันเป็นความรู้สึกรับรู้ถึงความเงียบ
ตอนยางรถเส้นใหม่วิ่งไปบนพื้นถนน ประหนึ่งวันในอดีตที่เริ่มออกรถคันนี้
ตอนเป็นป้ายแดง เกิดความรู้สึกดีๆ กับเจ้ารถคันเก่าคันนี้ว่า 
มันยังคงขับเคลื่อนได้ดี จึงน่าจะยังคงใช้งานได้อีกนานแสนนาน

มาถึงขณะที่กำลังเขียนบทความอยู่นี้ เจ้ายางคู่ใหม่นี้ได้ผ่านมาใช้งานนานมา
ร่วมสองอาทิตย์แล้ว พอดีช่วงนี้เป็นฤดูฝน ผู้เขียนเลยได้มีโอกาสทดลองยางบน
ถนนเปียกน้ำทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นถนนแฉะ ถนนน้ำขังนองหรือน้ำท่วมสูง พบว่า 
ยางรถสามารถวิ่งพารถผ่านบนพื้นผิวถนนทุกสภาพอย่างพึงพอใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง
การเกาะถนน การบังคับเลี้ยว หรือว่าระยะเบรค 

บนถนนแห้งสภาพปรกติ ยางก็วิ่งได้เงียบกริบอย่างที่คุย 
ประเด็นเรื่องความเงียบของยางขณะวิ่งนี้ ผู้เขียนอยากจะย้ำว่า 
ยางของ VEE RUBBER รุ่น ZILENT นี้ สามารถทำได้ดี
ไม่ด้อยกว่ายางนอกชื่อดังที่มีชื่อเสียงเรื่องความเงียบอย่างไม่มีข้อสงสัยใด ๆ

ยิ่งพอได้ทราบข้อมูลเรื่อง ราคาของยาง VEE RUBBER จากคุณพี่ชายว่า 
VEE RUBBER มีราคาค่างวดเพียงครึ่งหนึ่งของราคายางคู่แข่งในตลาด หรือนัยหนึ่ง 
ซื้อยางคู่แข่ง หนึ่งชุด สามารถซื้้อยาง VEE RUBBER ได้ถึงสองชุดด้วยแล้ว 
ก็เลยไม่เหลือประเด็นเปรียบเทียบใดๆ อีกในเรื่อง ความคุ้มค่าเงิน
ของยางรถยนต์ VEE RUBBER

ขอจบบทความวันนี้ เอาแบบโฆษณาตรงๆ ไม่ต้องอ้อมค้อมว่า

"จะเปลี่ยนยางครั้งหน้า โปรดเลือกหา VEE RUBBER"



ส่วนเรื่องจะไปหาร้านจำหน่ายยาง VEE RUBBER ใกล้บ้านได้ที่ไหน คงต้องพึ่ง
ลุง Google หรือไม่ก็ ลองเข้าไปเยี่ยมชมเว๊ปไซต์ของเค้าเองที่ 
www.veerubber.co.th 

ท้ายที่สุดนี้ ผู้เขียนบังเอิญได้ไปพบภาพกราฟฟิคเกี่ยวกับความรู้เรื่อง ยางรถยนต์ เห็นว่า
เป็นประโยชน์ เลยขอนำมาถ่ายทอดเป็นความรู้ไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณเว๊บไซต์
www.manager.co.th ซึ่งเป็นเจ้าของภาพดังกล่าวนี้



                                                     (บทความโฆษณา)

วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จะเป็นไปได้หรือ? ล้างรถทั้งคันให้สะอาดด้วยน้ำเพียงครึ่งถัง!

วันนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างและเคลือบเงารถโดยใช้ผสมกับน้ำธรรมดา นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีชื่อว่า Turtle Wax Rinse Free Wash & Wax ซึ่งพี่ชายที่แสนดีได้แวะมาให้ลองใช้ดูเมื่อวันก่อน


สินค้าตัวนี้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ Turtle Wax ผู้ผลิตสินค้า
สำหรับดูแลรักษาสีรถยนต์ที่มีชื่อมานานของสหรัฐอเมริกา


ท่านเจ้าของรถทุกท่านคงได้เคยล้างรถยนต์ของตนเองมาแล้ว
ถ้าหากบ้านที่พักของท่านมีบริเวณกว้างขวางพอ  แต่สำหรับท่าน
ที่ไม่สะดวกจะล้างเอง ก็มักขับรถไปให้ศูนย์บริการล้างรถยนต์
ที่มีอยู่ตามห้างหรือตั้งอยู่ข้างถนน ซึ่งก็จะเสียค่าใช้จ่ายในการล้างรถ
เป็นร้อยหรือหลายร้อยบาททีเดียว ณ ปัจจุบัน

ส่วนมาก ทุก ๆ ท่านคงต้องได้เคยรับรู้ข้อมูลมาว่า การล้างรถที่ถูกวิธีนั้น ควรใช้สายพ่นน้ำฉีดใส่รถเพื่อให้ขี้ดินและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนตัวรถหลุดออก หรืออีกวิธีหนึ่ง ก็ใช้ฟองน้ำหรือผ้าเช็ดชุบน้ำให้เปียกมาก ๆ ลูบเอาฝุ่นต่าง ๆ ที่ติดออก  สรุปทั้ง  2 วิธี ก็คือ ต้องใช้น้ำล้างรถให้เยอะ ๆ เข้าไว้  การใช้ผ้าที่แห้งหรือเปียกไม่พอเช็ดลงบนรถที่มีฝุ่นเกาะหรือคราบสกปรกติดแน่นอยู่ เจ้าเม็ดละอองฝุ่นเล็ก ๆ เหล่านั้น
จะขูดผิวหน้าสีรถตอนเช็ดถู เกิดเป็นรอยขีดข่วนเล็ก ๆ เต็มไปหมดและสีจะแลดูด้านไม่เงา อย่างที่เรียกกันว่า ขึ้นรอยขนแมว ในระยะยาว

ทีนี้ เจ้าผลิตภัณฑ์ของ Turtle Wax ที่กำลังจะทดลองใช้ดูนี้
ผู้ผลิตเค้ากลับปฎิวัตินำเสนอความคิดในการล้างรถที่ตรงกันข้ามกับ
ข้อมูลที่เคยเข้าใจกันมาแต่ดั้งเดิม โดยชื่อสินค้าก็บอกในตัวแล้วว่า
Rinse Free Wash & Wax คือ ล้างรถโดยไม่ต้องใช้น้ำมาก
และก็เคลือบเงาในตัวแบบ All-in-one ซะด้วย แปลว่า
ได้งานสองอย่างในหนึ่งเดียว ฟังดูดีจังแฮะ ผู้เขียนยังสงสัย
ว่า มันจะทำได้อย่างที่โฆษณาหรือเปล่า

เรามาทดลองทำกันดูซิว่า ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร

ตามคู่มือบอกว่า น้ำยา 1 ฝา กับน้ำเพียงแค่ 4 ลิตร
และผ้าเช็ดรถแบบ microfiber 2 ผืน ผืนหนึ่งใช้ชุบน้ำเช็ดรถ
ส่วนอีกผืนใช้เช็ดให้แห้ง สำหรับเจ้าผ้าเช็ดรถไมโครไฟเบอร์
นี้ ของแท้มียี่ห้อก็มีราคาหลายอยู่ แต่ถ้าเป็นของเทียมที่มีขายตามตลาดนัด ทุกอย่าง 20 บาท ก็เอามาใช้งานได้ไม่แพ้กันมากนัก

ตัวน้ำยาเป็นสีฟ้า ใส่ในถังน้ำบังเอิญเป็นสีฟ้า ก็เลยมองเห็นไม่ชัดครับ
น้ำยาออกกลิ่นหอมธรรมชาติ กลิ่นคล้ายน้ำยาปรับผ้านุ่ม
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้

เริ่มงานจากสิ่งที่เราท่านทราบดี ก็คือ เอาผ้าเช็ดชุบน้ำในถังที่ผสมน้ำยาเตรียมไว้ เอาผ้าเช็ดรถเป็นส่วน ๆ จากบนลงล่าง เมื่อเสร็จพื้นที่ส่วนหนึ่งก็นำผ้ามาซักในถัง บิดผ้าพอชุ่ม ๆ อย่าให้แห้งนัก โดยให้เริ่มเช็ดจากหลังคา กระจกรถ ไล่ลงมาที่กระโปรงหน้าและหลัง 
จากนั้นก็เป็นข้างตัวรถทั้งสองด้าน ซึ่งจะมีความสกปรกมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนมาจบลงที่ล้อรถทั้ง 4  ผู้เขียนได้สังเกตุว่า ฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ ถูกเช็ดออกจากพื้นผิวตัวรถได้อย่างง่ายดาย โดยแทบไม่ต้องออกแรงเช็ดถูมาก ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดรอยขนแมวน้อยมากจนเกือบไม่มี แต่แน่นอน ถ้ามีจุดตรงไหนที่เป็นมูลนกแห้งแข็งหรือเศษยางมะตอยติดอยู่ ก็คงต้องออกแรงมากหน่อย มันถึงจะหลุดออกไปได้ รวมเวลาเช็ดล้างทั้งคันไม่น่าเกิน 15 นาที โดยที่ยังไม่รู้สึกเหนื่อยอะไรเลยครับ

เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้ว ก็นำผ้าเช็ดแห้งที่เตรียมไว้อีกผืน กึ่งลูบกึ่งเช็ดเบา ๆ เพื่อให้รอยคราบน้ำหมดไป รถก็จะแลดูเงางามเหมือนกับเอาไปล้างตามศูนย์บริการเลย ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไปไม่ถึง 5 นาที และก็ไม่ต้องใช้แรงมากเช่นกัน



เหลียวมามองดูที่น้ำในถัง พบว่า สิ่งสกปรกต่าง ๆ ลอยอยู่ในน้ำจากการซักผ้าเช็ดรถในแต่ละครั้ง จนน้ำล้างรถดำเมี่ยม


เมื่อผู้เขียนลองเอามือลูบไล้ที่ผิวตัวรถ ได้รับความรู้สึกลื่นเหมือนผ่านการเคลือบแว๊กซ์ อย่างที่โฆษณาไว้ แต่อย่างไรก็ดี มันก็ไม่ได้ดีถึงระดับชักเงาว๊าบแบบผ่านการขัดเคลือบสีรถด้วย Hard Wax ที่ให้บริการตามศูนย์เคลือบสีรถยนต์เลยนะครับ

เป็นที่สังเกตุว่า การล้างรถประจำด้วยผลิตภัณฑ์นี้ ผงฝุ่นละอองดินต่าง ๆ จะถูกเช็ดออกง่ายขึ้นในการล้างครั้งต่อ ๆไป สีรถเองก็จะดูเป็นมันเงางามขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

หากล้างรถด้วยแชมพูล้างรถธรรมดาที่มีขายอยู่ทั่วไป สีรถกลับจะด้านและซีดลงทุกครั้งที่ล้าง จำเป็นต้องทำการลงแว๊กซ์ขัดให้ขึ้นเงา ซึ่งจะเป็นงานที่เหนื่อยใช้แรงมาก (ถ้าเราทำเอง) และมีค่าใช้จ่ายสูง (ถ้าให้ร้านทำให้) สีรถจึงจะกลับมาดูใหม่เป็นเงาดั่งเดิม

ดังนั้น พอจะสรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ใช้งานได้สมราคาคุย คือใช้น้ำน้อยนิดเพียงครึ่งถัง ก็สามารถทำความสะอาดรถทั้งคันได้ พร้อมกับทำให้สีรถเป็นมันเงางามเหมือนเคลือบแว๊กซ์ (แบบบาง ๆ) อนึ่งผู้ใช้เองก็สบายใจว่า ตัวเองได้มีส่วนรักษาสภาวะแวดล้อมของโลกให้ดีขึ้น เพราะตัวน้ำยาทำจากสาร Polymers ที่ย่อยสลายตามธรรมชาติได้ จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง และเนื่องจากใช้น้ำน้อยนิดในการล้างรถ ก็เป็นการช่วยประหยัดทรัพยากรโลกอีกทางหนึ่งด้วย

ทีนี้ ผู้เขียนลองมาคิดเล่น ๆ ดูว่า สินค้าตัวนี้น่าจะเหมาะกับผู้ใช้แบบใดบ้าง เนื่องจากเป็นสินค้านำเข้า ราคามันคงต้องสูงกว่าพวกแชมพูล้างรถที่มีขายกันอยู่ทั่วไป ท่านที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านซึ่งมีบริเวณพื้นที่และสามารถหาน้ำเยอะ ๆ มาล้างรถง่ายๆ อาจไม่สนใจเท่าไร

แต่สำหรับท่านที่ต้องพำนักอาศัยในสถานที่ไม่สะดวกที่จะ
หาน้ำปริมาณมาก ๆ มาล้างรถ เช่น หอพัก คอนโด สินค้าตัวนี้น่าจะตอบโจทย์ได้อย่างดีทีเดียว คงจะเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสำคัญ

อีกกลุ่มลูกค้าหนึ่ง น่าจะเป็นผู้ที่ต้องการจะดูแลรถเอง แต่ก็ไม่มีเวลา
มาก ประสงค์ให้งานล้างรถสามารถทำให้จบได้ในงานเดียว คือ
ทั้งล้าง ทั้งเคลือบเงาได้ในขั้นตอนเดียว สินค้าตัวนี้ก็น่าจะมีโอกาสเข้าถึงผู้คนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันนี้วางขายตามชั้นของห้างต่าง ๆ อยู่ไม่น้อย ก็คงต้องเหนื่อยหน่อยสำหรับผู้ทำการตลาดสินค้า

อ้อ!  ผู้เขียนเกือบลืมบอกไป ก่อนจะกลับคุณพี่ชายได้เพิ่มข้อมูลสำหรับน้ำยาเช็ดล้างรถตัวนี้ว่า  น้ำที่ล้างรถเสร็จ (ที่ผู้เขียนบอกว่า สกปรกมากจนดำมิดหมีนั้น) จงอย่าทิ้งไป ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ โดยปล่อยน้ำให้ตกตะกอนแล้วนำมากรองเอาสิ่งสกปรกออกด้วยผ้าบางหรือกระดาษกรอง แยกเอาน้ำส่วนที่ใสเป็นสีฟ้า มาใส่กระบอกฉีดทำเป็นสเปรย์ฉีดน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ได้อีก จะใช้ฉีดเช็ดทำความสะอาดกระจกรถ กระจกหน้าต่าง เตาแก๊ส ห้องครัวที่เปื้อนน้ำมัน ฯลฯ  ซึ่่งผู้เขียนก็ได้ลองทำดู โดยปล่อยให้สิ่งสกปรกตกตะกอนในถังน้ำค้างคืน รุ่งเช้าก็พบว่า เป็นจริงดั่งว่า น้ำที่ล้างรถได้ทำปฎิกริยาแยกตัวเป็นสองชั้น โดยน้ำใสสะอาดลอยอยู่ด้านบน ส่วนบรรดาสิ่งสกปรกต่าง ๆ จากการล้างรถเมื่อวานจับรวมตัวกันจมอยู่ก้นถัง

กระบอกฉีดใส่น้ำยาทำความสะอาดเอนกประสงค์ที่ได้จากการล้างรถหนึ่งครั้ง
คุณสมบัติของน้ำยาล้างรถของ Turtle Wax ข้อนี้ น่าจะพิเศษเหนือกว่าสินค้าคู่แข่งใด ๆ เป็นแน่ เพราะผู้เขียนเองก็ไม่เคยได้ยินว่า มีผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันยี่ห้ออื่น เอาน้ำล้างรถที่ใช้แล้วมาทำได้เช่นนี้

อีกครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนต้องขอบคุณพี่ชายที่แนะนำผลิตภัณฑ์ดี ๆ มาให้รู้จัก หลังจากที่ได้แนะนำยางรถยนต์ยี่ห้อ NIKA รุ่น Avatar มาให้ใช้เมื่อปีที่่แล้ว

                                                             (บทความโฆษณา)

วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โอ้โฮ...รถยนต์ผมวิ่งมาได้ สี่แสนกม.แล้วหรือนี่ !

สี่แสนกิโลเมตรของรถยนต์ ถ้าเทียบกับอายุมนุษย์แล้ว น่าจะประมาณ 70-80 ปี

...และแล้วเจ้ารถนิสสันซันนี่นีโอ รุ่นปี 2002 พาหนะคู่ใจของผู้เขียนก็วิ่ง
มาถึงหลักไมล์ที่ 400,000 กม. ตอนเช้าของวันนี้

นับว่า มันได้ผ่านการใช้งานมาไม่น้อยเลย ระดับน้อง ๆ แท๊กซี่

จากวันแรกที่รับรถมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 จนถึงวันนี้
อายุอานามของมันก็ร่วม 11 ปีเต็ม จะย่างเข้่าปีที่ 12 อีกไม่กี่วันข้างหน้า

ผู้เขียนได้เฝ้าเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษา ค่าซ่อม ค่าอะหลั่่ย
ต่าง ๆ นับตั้งแต่วันแรก จนถึงปัจจุบันครบเกือบทุกรายการ

ข้อมูลที่น่าสนใจพอจะเล่าสรุปให้่ฟังได้ดังนี้้.-

ราคาตัวรถและค่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งเพิ่มเติมทีหลัง
(รวมทั้งระบบแก๊ส LPG)
847,140.00 บาท
ค่าซ่อมและค่าอะหลั่ยแท้ (ทำที่ศูนย์ตลอด 11 ปี)
105,101.82 บาท
ค่าดูแลตามระยะ (เข้าศูนย์รถตลอดเช่นกัน)
124,451.05 บาท
รวม 3 รายการข้างต้น = 1,076,692.87 บาท

ถ้าเอายอดข้างต้น มาหารค่าเฉลี่ย 11 ปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว
ของการใช้รถคันนี้้ (ไม่นับค่าน้ำมันเชื้อเพลิง) = 97,881.17 บาท ต่อปี
หรือ 8,156.76 ต่อเดือน เป็นตัวเลขไม่มากนักสำหรับการมีรถยนต์ใช้หนึ่งคัน

แน่นอนว่า รถยังคงมีอายุใช้งานได้ต่อไป และค่าเฉลี่ยที่ว่านี้ก็จะลดลงไปอีกเรื่อยๆ
แต่ละปีต่อจากนี้

สำหรับข้อมูลสถิติอื่นๆ จากการใช้งาน 11 ปี กับสี่แสนกม.

เปลี่ยนยางทั้งชุด 4 เส้นมา 4 ครั้ง
เปลี่ยนแบตเตอรี่มา 4 ลูก
เปลี่ยนใบยางปัดน้ำฝนมา 5 ครั้ง
เปล่ยนมอเตอร์พัดลมหม้อน้ำมา 2 ครั้ง
เปลี่ยนหม้อน้ำมา 1 ครั้ง (จากอุบัติเหตุชนครั้งใหญ่)
เปลี่ยนขอบยางประตูหน้า 2 บาน 1 ครั้ง
เปลี่ยนยางรองแท่นเครื่อง 2 ตัว  1 ครั้ง
ซ่อมบานพับและสลักประตูหน้าขวา  1 ครั้ง
ซ่อมกระจกมองข้างซ้าย ขวา 1 ครั้ง
ยกเกียร์ออโต้ 1 ครั้ง
เปลี่ยนสลักคาลิปเปอร์เบรคหน้ามามากกว่า 6-7 ครั้ง
(นี่คือ จุดอ่อนของรถรุ่นนี้ เสียงดังก๊อกแก๊กที่ล้อหน้าเสมอ)
เปลี่ยนยางหุ้มเพลาขับ 1 ครั้ง
เปลี่ยนโช๊คหน้า 1 คู่ 1 ครั้ง
เปลี่ยนโชคหลัง 1 คู่ 1 ครั้ง
เปลี่ยนสายพาน 2 ครั้ง
เปลี่ยนผ้าเบรคหน้า 3 ครั้ง เบรคหลัง 2 ครั้ง
เปลี่ยนปีกนกทั้งสองข้าง 1 ครั้ง
ล้างปีกผีเสื้อ 1 ครั้ง

จากรายการซ่อมที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า ยังไม่มีรายการซ่อม
ที่เีกี่ยวกับระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ กับระบบแอร์เลย
(เจ้าประคู้น ขออย่าเพิ่งให้มีตอนนี้เลยครับ เพราะอะหลั่่ยแท้ของ
มันแพงทั้งสองอย่าง)

ส่วนระบบแก๊ส LPG ที่ติดตั้งเพิ่มเติมกับรถ ในระหว่างปีที่ 7
ได้ลองคำนวณอย่างคร่าว ๆ ดูแล้วพบว่า ได้ประหยัดเงินค่า
เชื้อเพลิงจากการเปลี่ยนเป็นแก๊ส จนถึงปัจจุบัน เป็นเงินเกือบสองแสนบาท
สรุปว่า เป็นการลงทุนในเรื่องเชื้อเพลิงคุ้มค่าเกินคำบรรยาย

ส่วนสถิติอุบัติเหตุ เกิดขึ้น 3 ครั้ง
เป็นอุบัติเหตุใหญ่ 1 ครั้ง (หน้ารถยุบลงไปทั้งแถบจนถึงหม้อน้ำ
เกือบถึงตัวเครื่องยนต์ ได้เปลี่ยนหม้อน้ำใหม่จากประกันภัย ก็งานนี้)
ใช้เวลาในการซ่อมไปเกือบสองเดือน
ส่วนอีกสองครั้งเป็นอุบัติเหตุเล็ก ๆ  เป็นการซ่อมสีที่กระโปรงหน้า
กับประตูด้านหลังซ้าย

อ้อ...ผู้เขียนต้องไม่ลืมที่จะบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่า
เจ้านีโอคันนี้ได้ผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย
ของน้ำท่วมใหญ่ของปี พ.ศ. 2554 ด้วย

เพราะเค้าต้องติดแหงกแช่น้ำอยู่ที่โรงจอดรถบ้าน
ภายในหมู่บ้านที่น้ำเข้าท่วมสูงเกิน 60 ซม.
ถึงแม้ว่า ก่อนที่จะน้ำมา ตัวรถได้ถูกยกสูงขึ้นวางบนขาหยั่ง
จนล้อทั้งสี่ลอยสูงจากพื้นโรงรถได้ประมาณ 30 ซม.
ระดับน้ำยังท่วมถึงเครื่องยนต์ด้านล่าง และ
ซึมเข้าในห้องโดยสารภายในรถถึงพรม และก็จำทน
แช่น้ำอยู่ในสภาพอย่างนั้นนานถึง 5 อาทิตย์เต็ม
ชีวิตน้อยๆ ของเค้าเกือบจะหาไม่แล้ว
ถ้าเกิดแช่อยู่ในน้ำนานกว่านี้เพียงนิดเดียว
พรมภายในรถอาจเน่า และเครื่องยนต์ส่วนล่างที่แช่น้ำนาน
กำลังจะเกิดสนิมแดง

                                 นี่ขนาด ล้อถูกยกลอยจากพื้นตั้งฟุตแล้วนะ

ดูสภาพเศษฐรกิจแล้ว ผู้เขียนคงต้องใช้เจ้านีโอคันนี้ไปอีกนานเท่านาน

ดังนั้น เป้าหมายข้างหน้าของพวกเราทั้งสองก็คือ เลขไมล์ที่ 500,000 กม.
ต้องทำมันให้ได้นะ เจ้านีโอ เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากเอ๋ย

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555

21.12.2012 วันโลกาวินาศ (บทสรุป)

มาถึงวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม และวันสิ้นโลก หรือวันโลกาวินาศ 21 ธันวาคม
ค.ศ. 2012 ก็ได้ผ่านพ้นเกินไป 24 ช.ม. แล้ว โดยไม่มีเหตุภัยวิบัติใดๆ เกิดขึ้นอย่างที่คาดการณ์
หรือหวาดกลัวกันเลย

หลาย ๆ คนที่เชื่อในเรื่องนี้ คงได้โล่งอกโล่งใจว่า ชิวิตทั้งหลายได้อยู่รอดปลอดภัยแล้ว

แต่บางคนที่เป็นลูกหนี้ธนาคารหรือบัตรเครดิต อาจจะรู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ ที่ยังไม่พ้นสภาวะการเป็น
หนี้อย่างง่าย ๆ ถ้าหากสมมุติ เกิดอหันตภัยวิบัติรุนแรงถึงขั้นระบบการเงินการธนาคาร
ต้องล่มสลาย สถาบันการเงินทุกแห่งไม่สามารถดำเนินธุรการทางการเงินได้อีกต่อไป
ทั้งประวัติเจ้าหนี้ และลูกหนี้ต้องสูญหายไปหมด ถือเป็นการได้โชคสองชั้น คือ
รอดตายจากภัยวิบัติและได้ปลดหนี้ไปด้วย

อีกครั้งหนึ่งที่พิสูจน์ว่า มนุษย์เราส่วนมากช่างอ่อนไหวในความคิดความเชื่อเสียเหลือเกิน
ผู้คนพร้อมที่จะเชื่อหรือติดยึดกระแสความคิดในเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้อย่างง่าย ๆ
โดยไมหยุดคิดพิจารณาไตร่ตรองทบทวนถึงความเป็นไปได้ของมันก่อน 

กระแสความเชื่อในเรื่องวันสิ้นโลก 21.12.2012 เป็นเรื่องหนึ่งที่แสดงเป็นตัวอย่าง
ให้เราได้เห็นได้ชัด

ความคิดเห็นทางการเมืองในการชื่นชมยกย่องสรรเสริญนักการเมือง หรือพรรคการเมืองใด
ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งสำหรับประชาชนของประเทศนี้ว่า ผู้คนให้การสนับสนุนพรรคการเมือง
บางพรรค อย่างไม่เปิดหูเปิดตา ไม่เคยพิจารณาดูว่า สังคมกำลังสนับสนุนนักการเมือง
ที่เป็นปัญหา ที่ประพฤติผิดศึลธรรม และที่กำลังปล้นชาติปล้นแผ่นดินอยู่หรือไม่ เฮ้อ...

แน่นอน โลกใบนี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไปอย่างที่เคยเป็น รอวันแตกดับกันอีกหน

จะทุกข์จะสุขอย่างไร เราต่างได้เกิดมาแล้วบนโลกใบนี้ ก็ต้องดำเนินชิวิตต่อไป
เพราะฉะนั้น จงหมั่นสร้างแต่กรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว ตลอดเวลาที่มียังชิวิตอยู่
ตามที่พระท่านสอนไว้ เป็นการไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต

ถ้าเราจะต้องจากโลกนี้ ในวันนี้หรือพรุ่งนี้ หรือวันต่อไป ๆ เราก็ไม่รู้สึกเสียดาย
อันใด เพราะเราทั้งหลายที่เป็นคนดี สร้างแต่กรรมดี ล้วนพร้อมอยู่ทุกขณะจิตที่
จะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ

สาธุ....

ครับ.. บทความนี้ก็จบเอวัง แบบธรรมะธโม นะเช่นนี้