วันพฤหัสบดีที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จะเป็นไปได้หรือ? ล้างรถทั้งคันให้สะอาดด้วยน้ำเพียงครึ่งถัง!

วันนี้ ผู้เขียนได้มีโอกาสทดลองใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาล้างและเคลือบเงารถโดยใช้ผสมกับน้ำธรรมดา นำเข้ามาจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีชื่อว่า Turtle Wax Rinse Free Wash & Wax ซึ่งพี่ชายที่แสนดีได้แวะมาให้ลองใช้ดูเมื่อวันก่อน


สินค้าตัวนี้เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ของ Turtle Wax ผู้ผลิตสินค้า
สำหรับดูแลรักษาสีรถยนต์ที่มีชื่อมานานของสหรัฐอเมริกา


ท่านเจ้าของรถทุกท่านคงได้เคยล้างรถยนต์ของตนเองมาแล้ว
ถ้าหากบ้านที่พักของท่านมีบริเวณกว้างขวางพอ  แต่สำหรับท่าน
ที่ไม่สะดวกจะล้างเอง ก็มักขับรถไปให้ศูนย์บริการล้างรถยนต์
ที่มีอยู่ตามห้างหรือตั้งอยู่ข้างถนน ซึ่งก็จะเสียค่าใช้จ่ายในการล้างรถ
เป็นร้อยหรือหลายร้อยบาททีเดียว ณ ปัจจุบัน

ส่วนมาก ทุก ๆ ท่านคงต้องได้เคยรับรู้ข้อมูลมาว่า การล้างรถที่ถูกวิธีนั้น ควรใช้สายพ่นน้ำฉีดใส่รถเพื่อให้ขี้ดินและสิ่งสกปรกที่ติดอยู่บนตัวรถหลุดออก หรืออีกวิธีหนึ่ง ก็ใช้ฟองน้ำหรือผ้าเช็ดชุบน้ำให้เปียกมาก ๆ ลูบเอาฝุ่นต่าง ๆ ที่ติดออก  สรุปทั้ง  2 วิธี ก็คือ ต้องใช้น้ำล้างรถให้เยอะ ๆ เข้าไว้  การใช้ผ้าที่แห้งหรือเปียกไม่พอเช็ดลงบนรถที่มีฝุ่นเกาะหรือคราบสกปรกติดแน่นอยู่ เจ้าเม็ดละอองฝุ่นเล็ก ๆ เหล่านั้น
จะขูดผิวหน้าสีรถตอนเช็ดถู เกิดเป็นรอยขีดข่วนเล็ก ๆ เต็มไปหมดและสีจะแลดูด้านไม่เงา อย่างที่เรียกกันว่า ขึ้นรอยขนแมว ในระยะยาว

ทีนี้ เจ้าผลิตภัณฑ์ของ Turtle Wax ที่กำลังจะทดลองใช้ดูนี้
ผู้ผลิตเค้ากลับปฎิวัตินำเสนอความคิดในการล้างรถที่ตรงกันข้ามกับ
ข้อมูลที่เคยเข้าใจกันมาแต่ดั้งเดิม โดยชื่อสินค้าก็บอกในตัวแล้วว่า
Rinse Free Wash & Wax คือ ล้างรถโดยไม่ต้องใช้น้ำมาก
และก็เคลือบเงาในตัวแบบ All-in-one ซะด้วย แปลว่า
ได้งานสองอย่างในหนึ่งเดียว ฟังดูดีจังแฮะ ผู้เขียนยังสงสัย
ว่า มันจะทำได้อย่างที่โฆษณาหรือเปล่า

เรามาทดลองทำกันดูซิว่า ผลมันจะออกมาเป็นอย่างไร

ตามคู่มือบอกว่า น้ำยา 1 ฝา กับน้ำเพียงแค่ 4 ลิตร
และผ้าเช็ดรถแบบ microfiber 2 ผืน ผืนหนึ่งใช้ชุบน้ำเช็ดรถ
ส่วนอีกผืนใช้เช็ดให้แห้ง สำหรับเจ้าผ้าเช็ดรถไมโครไฟเบอร์
นี้ ของแท้มียี่ห้อก็มีราคาหลายอยู่ แต่ถ้าเป็นของเทียมที่มีขายตามตลาดนัด ทุกอย่าง 20 บาท ก็เอามาใช้งานได้ไม่แพ้กันมากนัก

ตัวน้ำยาเป็นสีฟ้า ใส่ในถังน้ำบังเอิญเป็นสีฟ้า ก็เลยมองเห็นไม่ชัดครับ
น้ำยาออกกลิ่นหอมธรรมชาติ กลิ่นคล้ายน้ำยาปรับผ้านุ่ม
เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้

เริ่มงานจากสิ่งที่เราท่านทราบดี ก็คือ เอาผ้าเช็ดชุบน้ำในถังที่ผสมน้ำยาเตรียมไว้ เอาผ้าเช็ดรถเป็นส่วน ๆ จากบนลงล่าง เมื่อเสร็จพื้นที่ส่วนหนึ่งก็นำผ้ามาซักในถัง บิดผ้าพอชุ่ม ๆ อย่าให้แห้งนัก โดยให้เริ่มเช็ดจากหลังคา กระจกรถ ไล่ลงมาที่กระโปรงหน้าและหลัง 
จากนั้นก็เป็นข้างตัวรถทั้งสองด้าน ซึ่งจะมีความสกปรกมากขึ้นเรื่อย ๆ
จนมาจบลงที่ล้อรถทั้ง 4  ผู้เขียนได้สังเกตุว่า ฝุ่นและสิ่งสกปรกต่างๆ ถูกเช็ดออกจากพื้นผิวตัวรถได้อย่างง่ายดาย โดยแทบไม่ต้องออกแรงเช็ดถูมาก ดังนั้นโอกาสที่จะเกิดรอยขนแมวน้อยมากจนเกือบไม่มี แต่แน่นอน ถ้ามีจุดตรงไหนที่เป็นมูลนกแห้งแข็งหรือเศษยางมะตอยติดอยู่ ก็คงต้องออกแรงมากหน่อย มันถึงจะหลุดออกไปได้ รวมเวลาเช็ดล้างทั้งคันไม่น่าเกิน 15 นาที โดยที่ยังไม่รู้สึกเหนื่อยอะไรเลยครับ

เมื่อเสร็จขั้นตอนนี้แล้ว ก็นำผ้าเช็ดแห้งที่เตรียมไว้อีกผืน กึ่งลูบกึ่งเช็ดเบา ๆ เพื่อให้รอยคราบน้ำหมดไป รถก็จะแลดูเงางามเหมือนกับเอาไปล้างตามศูนย์บริการเลย ขั้นตอนนี้ใช้เวลาไปไม่ถึง 5 นาที และก็ไม่ต้องใช้แรงมากเช่นกัน



เหลียวมามองดูที่น้ำในถัง พบว่า สิ่งสกปรกต่าง ๆ ลอยอยู่ในน้ำจากการซักผ้าเช็ดรถในแต่ละครั้ง จนน้ำล้างรถดำเมี่ยม


เมื่อผู้เขียนลองเอามือลูบไล้ที่ผิวตัวรถ ได้รับความรู้สึกลื่นเหมือนผ่านการเคลือบแว๊กซ์ อย่างที่โฆษณาไว้ แต่อย่างไรก็ดี มันก็ไม่ได้ดีถึงระดับชักเงาว๊าบแบบผ่านการขัดเคลือบสีรถด้วย Hard Wax ที่ให้บริการตามศูนย์เคลือบสีรถยนต์เลยนะครับ

เป็นที่สังเกตุว่า การล้างรถประจำด้วยผลิตภัณฑ์นี้ ผงฝุ่นละอองดินต่าง ๆ จะถูกเช็ดออกง่ายขึ้นในการล้างครั้งต่อ ๆไป สีรถเองก็จะดูเป็นมันเงางามขึ้นเรื่อย ๆ เช่นกัน

หากล้างรถด้วยแชมพูล้างรถธรรมดาที่มีขายอยู่ทั่วไป สีรถกลับจะด้านและซีดลงทุกครั้งที่ล้าง จำเป็นต้องทำการลงแว๊กซ์ขัดให้ขึ้นเงา ซึ่งจะเป็นงานที่เหนื่อยใช้แรงมาก (ถ้าเราทำเอง) และมีค่าใช้จ่ายสูง (ถ้าให้ร้านทำให้) สีรถจึงจะกลับมาดูใหม่เป็นเงาดั่งเดิม

ดังนั้น พอจะสรุปได้ว่า ผลิตภัณฑ์ตัวนี้ใช้งานได้สมราคาคุย คือใช้น้ำน้อยนิดเพียงครึ่งถัง ก็สามารถทำความสะอาดรถทั้งคันได้ พร้อมกับทำให้สีรถเป็นมันเงางามเหมือนเคลือบแว๊กซ์ (แบบบาง ๆ) อนึ่งผู้ใช้เองก็สบายใจว่า ตัวเองได้มีส่วนรักษาสภาวะแวดล้อมของโลกให้ดีขึ้น เพราะตัวน้ำยาทำจากสาร Polymers ที่ย่อยสลายตามธรรมชาติได้ จึงเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยิ่ง และเนื่องจากใช้น้ำน้อยนิดในการล้างรถ ก็เป็นการช่วยประหยัดทรัพยากรโลกอีกทางหนึ่งด้วย

ทีนี้ ผู้เขียนลองมาคิดเล่น ๆ ดูว่า สินค้าตัวนี้น่าจะเหมาะกับผู้ใช้แบบใดบ้าง เนื่องจากเป็นสินค้านำเข้า ราคามันคงต้องสูงกว่าพวกแชมพูล้างรถที่มีขายกันอยู่ทั่วไป ท่านที่อาศัยอยู่ตามหมู่บ้านซึ่งมีบริเวณพื้นที่และสามารถหาน้ำเยอะ ๆ มาล้างรถง่ายๆ อาจไม่สนใจเท่าไร

แต่สำหรับท่านที่ต้องพำนักอาศัยในสถานที่ไม่สะดวกที่จะ
หาน้ำปริมาณมาก ๆ มาล้างรถ เช่น หอพัก คอนโด สินค้าตัวนี้น่าจะตอบโจทย์ได้อย่างดีทีเดียว คงจะเป็นกลุ่มลูกค้าเป้าหมายสำคัญ

อีกกลุ่มลูกค้าหนึ่ง น่าจะเป็นผู้ที่ต้องการจะดูแลรถเอง แต่ก็ไม่มีเวลา
มาก ประสงค์ให้งานล้างรถสามารถทำให้จบได้ในงานเดียว คือ
ทั้งล้าง ทั้งเคลือบเงาได้ในขั้นตอนเดียว สินค้าตัวนี้ก็น่าจะมีโอกาสเข้าถึงผู้คนเหล่านี้ ถึงแม้ว่าจะมีผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันนี้วางขายตามชั้นของห้างต่าง ๆ อยู่ไม่น้อย ก็คงต้องเหนื่อยหน่อยสำหรับผู้ทำการตลาดสินค้า

อ้อ!  ผู้เขียนเกือบลืมบอกไป ก่อนจะกลับคุณพี่ชายได้เพิ่มข้อมูลสำหรับน้ำยาเช็ดล้างรถตัวนี้ว่า  น้ำที่ล้างรถเสร็จ (ที่ผู้เขียนบอกว่า สกปรกมากจนดำมิดหมีนั้น) จงอย่าทิ้งไป ยังสามารถใช้ประโยชน์ได้ โดยปล่อยน้ำให้ตกตะกอนแล้วนำมากรองเอาสิ่งสกปรกออกด้วยผ้าบางหรือกระดาษกรอง แยกเอาน้ำส่วนที่ใสเป็นสีฟ้า มาใส่กระบอกฉีดทำเป็นสเปรย์ฉีดน้ำยาทำความสะอาดอเนกประสงค์ได้อีก จะใช้ฉีดเช็ดทำความสะอาดกระจกรถ กระจกหน้าต่าง เตาแก๊ส ห้องครัวที่เปื้อนน้ำมัน ฯลฯ  ซึ่่งผู้เขียนก็ได้ลองทำดู โดยปล่อยให้สิ่งสกปรกตกตะกอนในถังน้ำค้างคืน รุ่งเช้าก็พบว่า เป็นจริงดั่งว่า น้ำที่ล้างรถได้ทำปฎิกริยาแยกตัวเป็นสองชั้น โดยน้ำใสสะอาดลอยอยู่ด้านบน ส่วนบรรดาสิ่งสกปรกต่าง ๆ จากการล้างรถเมื่อวานจับรวมตัวกันจมอยู่ก้นถัง

กระบอกฉีดใส่น้ำยาทำความสะอาดเอนกประสงค์ที่ได้จากการล้างรถหนึ่งครั้ง
คุณสมบัติของน้ำยาล้างรถของ Turtle Wax ข้อนี้ น่าจะพิเศษเหนือกว่าสินค้าคู่แข่งใด ๆ เป็นแน่ เพราะผู้เขียนเองก็ไม่เคยได้ยินว่า มีผลิตภัณฑ์แบบเดียวกันยี่ห้ออื่น เอาน้ำล้างรถที่ใช้แล้วมาทำได้เช่นนี้

อีกครั้งหนึ่งที่ผู้เขียนต้องขอบคุณพี่ชายที่แนะนำผลิตภัณฑ์ดี ๆ มาให้รู้จัก หลังจากที่ได้แนะนำยางรถยนต์ยี่ห้อ NIKA รุ่น Avatar มาให้ใช้เมื่อปีที่่แล้ว

                                                             (บทความโฆษณา)

วันศุกร์ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

โอ้โฮ...รถยนต์ผมวิ่งมาได้ สี่แสนกม.แล้วหรือนี่ !

สี่แสนกิโลเมตรของรถยนต์ ถ้าเทียบกับอายุมนุษย์แล้ว น่าจะประมาณ 70-80 ปี

...และแล้วเจ้ารถนิสสันซันนี่นีโอ รุ่นปี 2002 พาหนะคู่ใจของผู้เขียนก็วิ่ง
มาถึงหลักไมล์ที่ 400,000 กม. ตอนเช้าของวันนี้

นับว่า มันได้ผ่านการใช้งานมาไม่น้อยเลย ระดับน้อง ๆ แท๊กซี่

จากวันแรกที่รับรถมาเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2545 จนถึงวันนี้
อายุอานามของมันก็ร่วม 11 ปีเต็ม จะย่างเข้่าปีที่ 12 อีกไม่กี่วันข้างหน้า

ผู้เขียนได้เฝ้าเก็บข้อมูลค่าใช้จ่ายการบำรุงรักษา ค่าซ่อม ค่าอะหลั่่ย
ต่าง ๆ นับตั้งแต่วันแรก จนถึงปัจจุบันครบเกือบทุกรายการ

ข้อมูลที่น่าสนใจพอจะเล่าสรุปให้่ฟังได้ดังนี้้.-

ราคาตัวรถและค่าอุปกรณ์ต่างๆ ที่ติดตั้งเพิ่มเติมทีหลัง
(รวมทั้งระบบแก๊ส LPG)
847,140.00 บาท
ค่าซ่อมและค่าอะหลั่ยแท้ (ทำที่ศูนย์ตลอด 11 ปี)
105,101.82 บาท
ค่าดูแลตามระยะ (เข้าศูนย์รถตลอดเช่นกัน)
124,451.05 บาท
รวม 3 รายการข้างต้น = 1,076,692.87 บาท

ถ้าเอายอดข้างต้น มาหารค่าเฉลี่ย 11 ปี คิดเป็นค่าใช้จ่ายส่วนตัว
ของการใช้รถคันนี้้ (ไม่นับค่าน้ำมันเชื้อเพลิง) = 97,881.17 บาท ต่อปี
หรือ 8,156.76 ต่อเดือน เป็นตัวเลขไม่มากนักสำหรับการมีรถยนต์ใช้หนึ่งคัน

แน่นอนว่า รถยังคงมีอายุใช้งานได้ต่อไป และค่าเฉลี่ยที่ว่านี้ก็จะลดลงไปอีกเรื่อยๆ
แต่ละปีต่อจากนี้

สำหรับข้อมูลสถิติอื่นๆ จากการใช้งาน 11 ปี กับสี่แสนกม.

เปลี่ยนยางทั้งชุด 4 เส้นมา 4 ครั้ง
เปลี่ยนแบตเตอรี่มา 4 ลูก
เปลี่ยนใบยางปัดน้ำฝนมา 5 ครั้ง
เปล่ยนมอเตอร์พัดลมหม้อน้ำมา 2 ครั้ง
เปลี่ยนหม้อน้ำมา 1 ครั้ง (จากอุบัติเหตุชนครั้งใหญ่)
เปลี่ยนขอบยางประตูหน้า 2 บาน 1 ครั้ง
เปลี่ยนยางรองแท่นเครื่อง 2 ตัว  1 ครั้ง
ซ่อมบานพับและสลักประตูหน้าขวา  1 ครั้ง
ซ่อมกระจกมองข้างซ้าย ขวา 1 ครั้ง
ยกเกียร์ออโต้ 1 ครั้ง
เปลี่ยนสลักคาลิปเปอร์เบรคหน้ามามากกว่า 6-7 ครั้ง
(นี่คือ จุดอ่อนของรถรุ่นนี้ เสียงดังก๊อกแก๊กที่ล้อหน้าเสมอ)
เปลี่ยนยางหุ้มเพลาขับ 1 ครั้ง
เปลี่ยนโช๊คหน้า 1 คู่ 1 ครั้ง
เปลี่ยนโชคหลัง 1 คู่ 1 ครั้ง
เปลี่ยนสายพาน 2 ครั้ง
เปลี่ยนผ้าเบรคหน้า 3 ครั้ง เบรคหลัง 2 ครั้ง
เปลี่ยนปีกนกทั้งสองข้าง 1 ครั้ง
ล้างปีกผีเสื้อ 1 ครั้ง

จากรายการซ่อมที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่า ยังไม่มีรายการซ่อม
ที่เีกี่ยวกับระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ กับระบบแอร์เลย
(เจ้าประคู้น ขออย่าเพิ่งให้มีตอนนี้เลยครับ เพราะอะหลั่่ยแท้ของ
มันแพงทั้งสองอย่าง)

ส่วนระบบแก๊ส LPG ที่ติดตั้งเพิ่มเติมกับรถ ในระหว่างปีที่ 7
ได้ลองคำนวณอย่างคร่าว ๆ ดูแล้วพบว่า ได้ประหยัดเงินค่า
เชื้อเพลิงจากการเปลี่ยนเป็นแก๊ส จนถึงปัจจุบัน เป็นเงินเกือบสองแสนบาท
สรุปว่า เป็นการลงทุนในเรื่องเชื้อเพลิงคุ้มค่าเกินคำบรรยาย

ส่วนสถิติอุบัติเหตุ เกิดขึ้น 3 ครั้ง
เป็นอุบัติเหตุใหญ่ 1 ครั้ง (หน้ารถยุบลงไปทั้งแถบจนถึงหม้อน้ำ
เกือบถึงตัวเครื่องยนต์ ได้เปลี่ยนหม้อน้ำใหม่จากประกันภัย ก็งานนี้)
ใช้เวลาในการซ่อมไปเกือบสองเดือน
ส่วนอีกสองครั้งเป็นอุบัติเหตุเล็ก ๆ  เป็นการซ่อมสีที่กระโปรงหน้า
กับประตูด้านหลังซ้าย

อ้อ...ผู้เขียนต้องไม่ลืมที่จะบันทึกไว้ ณ ที่นี้ว่า
เจ้านีโอคันนี้ได้ผ่านประสบการณ์อันเลวร้าย
ของน้ำท่วมใหญ่ของปี พ.ศ. 2554 ด้วย

เพราะเค้าต้องติดแหงกแช่น้ำอยู่ที่โรงจอดรถบ้าน
ภายในหมู่บ้านที่น้ำเข้าท่วมสูงเกิน 60 ซม.
ถึงแม้ว่า ก่อนที่จะน้ำมา ตัวรถได้ถูกยกสูงขึ้นวางบนขาหยั่ง
จนล้อทั้งสี่ลอยสูงจากพื้นโรงรถได้ประมาณ 30 ซม.
ระดับน้ำยังท่วมถึงเครื่องยนต์ด้านล่าง และ
ซึมเข้าในห้องโดยสารภายในรถถึงพรม และก็จำทน
แช่น้ำอยู่ในสภาพอย่างนั้นนานถึง 5 อาทิตย์เต็ม
ชีวิตน้อยๆ ของเค้าเกือบจะหาไม่แล้ว
ถ้าเกิดแช่อยู่ในน้ำนานกว่านี้เพียงนิดเดียว
พรมภายในรถอาจเน่า และเครื่องยนต์ส่วนล่างที่แช่น้ำนาน
กำลังจะเกิดสนิมแดง

                                 นี่ขนาด ล้อถูกยกลอยจากพื้นตั้งฟุตแล้วนะ

ดูสภาพเศษฐรกิจแล้ว ผู้เขียนคงต้องใช้เจ้านีโอคันนี้ไปอีกนานเท่านาน

ดังนั้น เป้าหมายข้างหน้าของพวกเราทั้งสองก็คือ เลขไมล์ที่ 500,000 กม.
ต้องทำมันให้ได้นะ เจ้านีโอ เพื่อนคู่ทุกข์คู่ยากเอ๋ย

วันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2555

21.12.2012 วันโลกาวินาศ (บทสรุป)

มาถึงวันนี้เป็นวันเสาร์ที่ 22 ธันวาคม และวันสิ้นโลก หรือวันโลกาวินาศ 21 ธันวาคม
ค.ศ. 2012 ก็ได้ผ่านพ้นเกินไป 24 ช.ม. แล้ว โดยไม่มีเหตุภัยวิบัติใดๆ เกิดขึ้นอย่างที่คาดการณ์
หรือหวาดกลัวกันเลย

หลาย ๆ คนที่เชื่อในเรื่องนี้ คงได้โล่งอกโล่งใจว่า ชิวิตทั้งหลายได้อยู่รอดปลอดภัยแล้ว

แต่บางคนที่เป็นลูกหนี้ธนาคารหรือบัตรเครดิต อาจจะรู้สึกผิดหวังเล็ก ๆ ที่ยังไม่พ้นสภาวะการเป็น
หนี้อย่างง่าย ๆ ถ้าหากสมมุติ เกิดอหันตภัยวิบัติรุนแรงถึงขั้นระบบการเงินการธนาคาร
ต้องล่มสลาย สถาบันการเงินทุกแห่งไม่สามารถดำเนินธุรการทางการเงินได้อีกต่อไป
ทั้งประวัติเจ้าหนี้ และลูกหนี้ต้องสูญหายไปหมด ถือเป็นการได้โชคสองชั้น คือ
รอดตายจากภัยวิบัติและได้ปลดหนี้ไปด้วย

อีกครั้งหนึ่งที่พิสูจน์ว่า มนุษย์เราส่วนมากช่างอ่อนไหวในความคิดความเชื่อเสียเหลือเกิน
ผู้คนพร้อมที่จะเชื่อหรือติดยึดกระแสความคิดในเรื่องหนึ่งเรื่องใดได้อย่างง่าย ๆ
โดยไมหยุดคิดพิจารณาไตร่ตรองทบทวนถึงความเป็นไปได้ของมันก่อน 

กระแสความเชื่อในเรื่องวันสิ้นโลก 21.12.2012 เป็นเรื่องหนึ่งที่แสดงเป็นตัวอย่าง
ให้เราได้เห็นได้ชัด

ความคิดเห็นทางการเมืองในการชื่นชมยกย่องสรรเสริญนักการเมือง หรือพรรคการเมืองใด
ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งสำหรับประชาชนของประเทศนี้ว่า ผู้คนให้การสนับสนุนพรรคการเมือง
บางพรรค อย่างไม่เปิดหูเปิดตา ไม่เคยพิจารณาดูว่า สังคมกำลังสนับสนุนนักการเมือง
ที่เป็นปัญหา ที่ประพฤติผิดศึลธรรม และที่กำลังปล้นชาติปล้นแผ่นดินอยู่หรือไม่ เฮ้อ...

แน่นอน โลกใบนี้ยังคงดำรงอยู่ต่อไปอย่างที่เคยเป็น รอวันแตกดับกันอีกหน

จะทุกข์จะสุขอย่างไร เราต่างได้เกิดมาแล้วบนโลกใบนี้ ก็ต้องดำเนินชิวิตต่อไป
เพราะฉะนั้น จงหมั่นสร้างแต่กรรมดี ละเว้นกรรมชั่ว ตลอดเวลาที่มียังชิวิตอยู่
ตามที่พระท่านสอนไว้ เป็นการไม่ประมาทในการดำเนินชีวิต

ถ้าเราจะต้องจากโลกนี้ ในวันนี้หรือพรุ่งนี้ หรือวันต่อไป ๆ เราก็ไม่รู้สึกเสียดาย
อันใด เพราะเราทั้งหลายที่เป็นคนดี สร้างแต่กรรมดี ล้วนพร้อมอยู่ทุกขณะจิตที่
จะจากโลกนี้ไปอย่างสงบ

สาธุ....

ครับ.. บทความนี้ก็จบเอวัง แบบธรรมะธโม นะเช่นนี้






วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2555

21.12.2012 วันโลกาวินาศ (บทติดตาม)

ในที่สุด เจ้าวันโลกดับ 21 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2012 ที่ใคร ๆ บางคนเฝ้ารอและทุกคน
กล่าวขานถึงมาหลายทศวรรษ ก็ได้คืบคลานเข้ามาจนเหลือไม่ถึงอาทิตย์นับจากวันนี้




กระแสความแตกตื่นในเรื่องนี้ที่เมืองไทย ดูจะมีไม่มากนัก
ข่าวทางการเมือง ยังจะสร้างความสนใจให้ผู้คนได้มากกว่าหลายเท่า
แม้ว่าหนังสือพิมพ์บางค่ายจะมีบทความสั้นๆ หรือทีวีเองบางช่องมีสคู๊ปข่าว
เกี่ยวกับความเป็นมาเป็นไปของกระแสความเชื่อในเรื่อง วันโลกดับ 21.12.2012
แต่ก็ไม่ทำให้ผู้คนส่วนมากในประเทศนี้ เพิ่มความสนใจขึ้นอีกสักเท่าใด
เพราะต้องมัวสนใจกับสิ่งใกล้ตัวมากกว่า เช่น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น สินค้า
อาหาร อุปโภคบริโภคทุกอย่าง ก็ตั้งหน้าตั้งตาเอาแต่ขึ้นราคากันท่าเดียว

สำหรับในโลกไซเบอร์เอง ทั่วโลกกลับมีกระแสรับรู้เฝ้าระวังอยู่จำนวนมากเหมือนกัน
ดูจากหน้าเวปไซด์และโซเชียลมีเดียต่าง ๆ
เราน่าจะแบ่งกลุ่มผู้คนทั่วโลก ที่มีความเห็นความคิดในเรื่องนี้อยู่ 3 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ

กลุ่มแรก มีจำนวนมากที่สุด อาจจะมากเกิน 95% คือ ไม่เชื่อสักนิดเลยว่า
จะมีภัยพิบัติร้าย ๆ ต่าง ๆ อย่างที่พูดกันเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นสนามแม่เหล็กโลก
พลิกสลับขั้วกลับด้านถึงขั้นน้ำทะเลที่มีอยู่ไหลท่วมพื้นแผ่นดินของโลกส่วนมาก
หรือจะเกิดแผ่นดินไหวระดับ 8-9 ริกเตอร์ จากภูเขาไฟระเบิด
ล้วนที่ก่อให้เกิดความหายนะทุกรูปแบบ ในระดับทำลายล้างเผ่าพันธ์มนุษย์
ให้เหลือประชากรโลกเพียงเศษหนึ่งในสามส่วนของที่มีอยู่ในปัจจุบัน

กลุ่มที่สอง เป็นประเภท "ไม่เชื่อแต่อย่าลบหลู่" ขอแทงกั๊กเอาไว้ก่อนว่า
อาจเป็นไปได้ที่โอกาสของภัยพิบัติเลวร้ายเหล่านี้จะเกิดขึ้นได้ ตามแบบที่ผู้กำกับหนังฮอลลี่วู๊ด
สร้างให้พวกเราดูในภาพยนตร์บันเทิง แต่ผู้คนกลุมนี้ยังไม่ได้ทำอะไร นอกจากรอคอยการมา
ถึงของเหตุการณ์ในวันที่ 21 ธันวาคม หรือไม่ก็วันเดือนปี ต่อ ๆ ไป ถ้ามันบังเอิญจะซวย
เกิดขึ้นมาจริง ๆ ถึงเวลานั้นค่อยมาว่ากันว่า จะหาทางหนีเอาตัวรอดแบบตัวใครตัวมันกันอย่างไร

กลุ่มสุดท้าย มีจำนวนน้อยถึงน้อยที่สุด น้อยจนไม่อาจระบุเป็นเปอร์เซนต์ได้
คือ มีความเชื่อเต็มที่พันเปอร์เซนต์ พวกเค้าเหล่านี้จึงได้มีการเตรียมการเพื่อรองรับสถานการณ์
อันสุดเลวร้ายเอาไว้ล่วงหน้า อย่างเช่น ที่ประเทศจีน มีช่างทำเฟอร์นิเจอร์ ได้สร้างลูกทรงกลม
ทำจากแผ่นเหล็ก ใช้เป็นเรือพาหนะส่วนตัวในทะเลพร้อมอาหารและน้ำดื่มไว้สำหรับตัวเอง
กับครอบครัว และใช้อยู่พักอาศัยตอนน้ำท่วมโลก พอสร้างของตัวเองเสร็จ เหลือเวลาก็เลยสร้าง
เพิ่มขึ้นมาอีกหลายลูก เอาไว้ขายให้เพื่อนบ้านข้างเคียงในตำบล หรือคนอื่นๆ
ที่เชื่อในเรื่องนี้เหมือนกันโดยประกาศขายทางอินเตอร์เน็ท นับเป็นธุรกิจหารายได้เสริม
ที่ไม่เลวนัก ระหว่างนั่งรอเหตุการณ์วันจริงจะมาถึง  แต่ถ้ามันเกิดเหตุการณ์ที่ว่าขึ้นจริง ๆ
เค้าคงจะลืมนึกไปว่า เงินทองเองก็ไม่มีค่าใดๆ อีกต่อไป

เพราะมันก็จะถึงวันนั้นอยู่แล้ว ขอให้พวกเราคอยมาดูกันว่า เช้าของวันที่ 21 ธันวาคม
จะออกมาเป็นอย่างไร
ถ้ามันไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกที่เชื่อก็จะต้องสรรหาเหตุผลมาอธิบายว่า
ทำไมมันถึงไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรือจำเป็นต้องเลื่อนวันโลกาวินาศออกไป
ให้ลุ้นอีกเรื่อย ๆ ในปีหน้า 2013 หรือ 2014 หรือไม่


กระแสวิพากษ์วิจารณ์เรื่อง วันโลกแตก หรือวันหน้าแหก
http://www.manager.co.th/Daily/ViewNews.aspx?NewsID=9550000151452

รอลุ้นระทึก วัน 21.12.2012
http://www.manager.co.th/Around/ViewNews.aspx?NewsID=9550000152037

The Official Website for 21.12.2012
http://www.december212012.com/

สำหรับผู้ที่ไม่เชื่อเรื่อง วันโลกแตก
http://www.endoftheworld2012.net/

วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2555

ยางยี่ห้อ NIKA รุ่น avatar (ภาคต่อ)

หลังจากที่ยางรุ่น avatar ทั้ง 4 เส้นได้วิ่งไปเกือบ 20,000 กม.
(ตัวเลขจริง 17,690 กม.)
นับตั้งแต่วันที่เริ่มบททดสอบครั้งแรกในเดือนเมษายน ปีนี้
บัดนี้ นับเป็นเวลานานกว่า 6 เดือน
เราลองมาดูกันซิว่า เจ้ายางยี่ห้อนี้ทั้งสี่เส้น มีสภาพล่าสุดกันอย่างไร

เรามาเริ่มกันที่ดอกยางก่อน  ก้มมองดูพบว่า ร่องยางทั้งสี่เส้นยังอยู่ในสภาพดี
ไม่สึกหรือมีความเปลี่ยนแปลงมากจนพอจะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน


และเนื้อยางยังอ่อนนิ่มเหมือนเมื่อยังเป็นของใหม่

ตลอดระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมา
ยางทั้งสี่เส้นได้ผ่านการใช้งานครบถ้วนทุกพื้นผิวถนนและทุกสถานการณ์ 

มีทั้งการเหยียบเบรคอย่างกระทันหัน เพื่อให้หลบพ้นการอุบัติเหตุ
ผ่านการวิ่งบนพื้นถนนแห้งหรือเปียกลื่นที่เจิ่งนองไปด้วยน้ำ
บนถนนราดยาง คอนกรีต ทั้งเรียบหรือไม่เรียบ
ลุยบนเส้นทางขรุขระเป็นลูกรัง หรือเป็นโคลน

ในฐานะของผู้ใช้งาน สามารถกล่าวได้อย่างเต็มปากว่า

ยางยี่ห้อนี้ยังทำหน้าที่ของมันได้อย่างสมบูรณ์ 
ยังคงรักษาความนุ่มนวลในการขับขี่ได้อย่างคงเส้นคงวา
การบังคับเลี้ยว หรือการเกาะถนนยังสร้างความรู้สึกได้เหมือนวันแรกของมัน
แค่นี้ก็เพียงพอแล้วที่จะกล่าวสรุปสั้นๆว่า ใช้งานได้คุ้มค่าเกินราคา

และแน่นอน คำกล่าวที่ว่า ของถูกไม่มี ของดีต้องแพง อาจจะใช้กับ
กับยางยี่ห้อ NIKA รุ่น avatar นี้ไม่ได้
เพราะของดีไม่แพง ยังเหลืออยู่บ้างในโลกของยางรถยนต์
หรือสินค้าตัวอื่น ๆ ถ้าผู้บริโภคใคร่จะแสวงหาข้อมูลจากผู้ใช้ท่านอื่น ๆ
และจากแหล่งข้อมูลอื่นเพื่อนำมาเปรียบเทียบด้วยหัวใจเป็นกลาง

                                          (บทความโฆษณาต่อเนื่อง)

สถานการณ์น้ำ"แฉะ"ที่จังหวัดสุโขทัย

หลังจากขับรถมาตลอด 5 ชม. โดยไม่ต้องนอนพัก (คนขับนะครับที่
ไม่ได้พัก แต่สำหรับน้องสาวผู้ร่วมเดินทางนั่งข้างแล้วรู้สึกว่า
เค้าจะได้นอนมากกว่าอยู่ที่บ้าน)
พวกเราก็มาถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัย คือ เทศบาลเมืองสุโขทัย
...ธรรมาธิราศ เอ๊ย  สุโขทัยธานี ในตอนเช้ามืดตึห้ากว่า ๆ

น้ำท่วมบนถนนต่าง ๆ ได้ลดลงไปมากจนเกือบแห้ง เมื่อเรามาถึง
ยังเหลือแต่เศษขยะต่าง ๆ ที่ติดค้างอยู่ตามข้างทาง

ปรากฎว่า เมื่อคืนก่อนที่พวกเราจะเดินทางมาถึง ทางราชการได้ระดม
เครื่องสูบน้ำ 60 ถึง 80 ตัวไล่สูบน้ำออกเมื่อตอนสี่ทุ่ม
หลังจากที่ได้แก้ปัญหาน้ำไหลทะลักเข้ามาในกลางตัวเมือง บริเวณตลาดได้

บริเวณที่ทำงานของน้องยังแห้งกริ๊บ ทั้งที่อยู่ตรงข้ามกับพนังกั้นน้ำ
ริมแม่น้ำยมที่ยาวตลอดแนวสูงประมาณเมตรกว่า ๆ และระดับน้ำ
ในแม่น้ำเองก็สูงปริ่ม ๆ ระดับความสูงของพนัง มองดูหวาดเสียว
เป็นยิ่งนัก ถ้าน้ำสูงเกินพนังก็เป็นอันจบเห่ น้ำท่วมทันทีทั้งตัวเมือง

ส่วนรถยนต์ของน้องที่คาตว่า ต้องมากู้ขึ้นจากน้ำ ก็มีอาสาสมัครช่วยยกรถ
ขึ้นวางบนแผ่นอิฐที่รองเป็นชั้น ๆ จนสูงมากกว่าระดับน้ำที่เข้ามาบริเวณ
โรงจอดรถ จนพ้นขีดอันตรายไปแล้ว ต้องถือว่า มันได้รอดชีวิตอย่างหวุดหวิด
เหตุการณ์ไม่เหมือนกับเจ้ารถคันก่อน พี่ชายของมันที่ต้องตายสนิทหมดสภาพ
ความเป็นรถยนต์ไปเลยจากน้ำท่วมเมื่อปีกลายที่ท่วมสูงมาก
จนเกือบถึงหลังคารถ ที่บ้านแถวๆ ถนนรังสิต-ปทุมธานี

เท่าที่ได้ฟังจากคนพื้นที่ น้ำท่วมที่จังหวัดในลักษณะนี้ (ซึมจากพื้นดินเข้าระบบท่อ
ระบายน้ำภายในตัวเมือง) จะเกิดขึ้นอยู่เป็นประจำอยู่แล้วทุกปี  ดังนั้นระดับน้ำ
ที่ท่วมเข้าทะลักเข้ามาในตัวเมืองจะมีระดับความสูงไม่มากนัก






 ท่านปลอดประสพ สุรัสวดี ได้สร้างคำนิยามใหม่ใช้เรียกขานลักษณะน้ำท่วมที่ยังสูง
ไม่มากเยี่ยงนี้ว่า เป็น"น้ำแฉะ"  ต่อเมื่อน้ำท่วมสูงมิดถึงหลังคาบ้านเมื่อใด จึงจะ
สามารถเรียก "น้ำท่วม"ได้อย่างเต็มปาก จึงขอเรียนชึ้แจงให้ท่านทั้งหลายได้ทราบ
เพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน (สำนวนของท่านนักการเมืองอาวุโสท่านหนึ่ง)

วันต่อมา เมื่อเหตุการณ์วิกฤติผ่านไปและพอจะมีเวลาว่างบ้าง น้องสาวของเรา
ในฐานะเจ้าถิ่นได้พาไปเที่ยวอุทยานประวัติศาตร์สุโขทัย ซึ่งอยู่ไม่ไกลนักจากที่พัก








           เมื่อทุกอย่างได้จบลงด้วยดี ได้วางแผนกันว่า ผู้เขียนจะเดินทางกลับเพื่อ
นำรถที่ยืมมาไปคืนเจ้าของรถโดยออกเดินทางในตอนเช้าของวันอาทิตย์ 
แต่เมื่อใกล้จะถึงเวลาออกเดินทาง ก็เกิดมีข่าวสร้างความแตกตื่นสยองขวัญขึ้นมา
อีกรอบว่า น้องน้ำได้เข้าท่วมครั้งใหม่ที่บริเวณตลาดกลางตัวเมือง ณ จุดเดิมอีก
เพราะแม่น้ำยมมีมวลน้ำก้อนใหม่ไหลผ่านตัวจังหวัดสุโขทัยจากจังหวัดแพร่
จึงทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นมาอีกจนเกือบจะล้นพนังกั้น

         เวลาออกเดินทางต้องถูกเลื่อนออกไป แต่หลังจากมีข่าวแจ้งว่า
คณะทำงานของจังหวัด สามารถอุดรอยซึมน้ำที่เข้ามาในตัวเมืองได้อีกครั้ง
สถานการณ์ก็ดีขึ้น อย่างน้อยก็ตอนนั้น 

       ผู้เขียนจึงรีบ (เผ่น) ขับรถออกจากสุโขทัยประมาณหลังเที่ยงวัน
ขากลับก็ไม่รู้สึกเหงาและง่วงเลย เพราะมีเพื่อนบ้านแสนดีที่ต้องการจะ
ลงกรุงเทพเพื่อไปเยี่ยมลูกสาว นั่งร่วมเดินทางและคุยไปด้วยตลอดระยะ
ทางยาว 427 ก.ม.  และในที่สุด ก็ถึงกรุงเทพอย่างปลอดภัยประมาณห้าโมงเย็น
หลังจากที่ส่งเพื่อนบ้านท่านนั้นลงแถว ๆ ถนนวัชรพล ก็ขับรถต่อไปบางนา
เพื่อส่งมอบเจ้าของรถได้อย่างเรียบร้อยก่อนเวลาหนึ่งทุ่มตรง

       เป็นอันจบบันทึกการเดินทางและภาระกิจเป้าหมายครั้งนี้ แต่เพียงนี้นะครับ 
       และหวังว่า คงจะไม่ต้องกระทำภาระกิจใหม่เช่นนี้ในเร็วนี้อีกครั้ง....เฮ้อ             


วันพฤหัสบดีที่ 13 กันยายน พ.ศ. 2555

น้ำท่วม น้ำท่วมและน้ำท่วม (อีกแล้ว)

หลังจากที่สถานการณ์น้ำท่วมที่จังหวัดสุโขทัยได้เกิดขึ้นมาหลายวัน
จนมาถึงวันนี้ ดูเหมือนว่า ทางราชการจะควบคุมสถานการณ์ได้
บ้างแล้ว โดยระดับน้ำไม่สูงขึ้นและน่ากำลังจะลดลง จึงเป็นโอกาสดีที่
น้องสาวคนเล็กของเราจะเดินทางกลับไปดูรถของตัวเองซึ่งเพิ่งจะได้มา
ยังไม่เกินครึ่งปีที่จอดทิ้งอยู่ที่โรงจอดรถบ้านพักว่า ยังคงมีชีวิตรอดจากน้ำท่วม
อยู่หรือไม่ ประกอบกับเกิดภาระกิจสำคัญที่จำเป็นต้องกลับไปปรากฏกาย
ณ ที่ทำงานในวันศุกร์ตอนเช้าอีกซะด้วย

และในที่สุดพวกเราสองพี่น้องได้ตัดสินใจออกเดินทางกันในคืนนี้ โดยจะ
ขับรถปิคอัพที่เพื่อนสนิทของน้องเค้าได้ใจกว้างมาก ๆ ให้ยืม ทั้งที่รถคันนี้
ก็เพิ่งจะวิ่งได้เพียงสามพันกว่ากม.เท่านั้น   ต้องขอบอกว่า เจ้าของรถใจถึง
จริง ๆ ที่ให้ยืม  ทั้งๆที่ค่อนข้างแน่ใจว่า รถเองจะต้องผ่านการลุยน้ำลุยโคลน
หนักหนากันแค่ไหน

ขณะนี้เหลือเวลาอีกประมาณหนึ่งชม. ก็จะถึงเวลาออกเดินทางของพวกเรา
การผจญภัยไปสู่จุดหมายปลายทางที่เรารอคอยกำลังจะเริ่มต้น....

นับจากนี้ไป โชคและกำลังใจ บวกกับประสบการณ์ที่มากมายเหลือเพือ
ที่ได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ปีที่แล้วล้วน ๆ ที่จะนำเราไปสู่จุดหมายได้
อย่างปลอดภัย

To be continued.....