วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder / N.P.D.)

วันนี้ ผู้เขียนขอแชร์บทความที่ได้อ่านเจอจาก health.kapook.com เห็นว่า มีความรู้และน่าสนใจดี
ขอขอบคุณ www.kapook.com ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ

ลองเช็คตัวเองดูสิว่า คุณแค่เชื่อมั่นในตัวเองสูง หรือมีอาการป่วย ?

โรคหลงตัวเอง  อาการป่วยที่ดูเหมือนจะเป็นเพียงแค่นิสัยปกติ  แต่ถ้าสังเกตดีๆ จะเห็นว่าระดับความหลงตัวเองของผู้ป่วยจะถึงขั้นสุดๆ จนเหมือนว่า โลกนี้มีแต่ฉันที่คิดถูกทำถูกอยู่คนเดียว   ซึ่งหากไม่รักษาอาจพัฒนาไปกระทำความผิดร้ายแรงโดยไม่รู้ผิดชอบชั่วดีได้
                ชีวิตนี้เราต้องเคยเจอคนหลงตัวเองมาไม่มากก็น้อย  เช่น หลงคิดว่าตัวเองสวย ดูดีแบบที่ใครก็สู้ไม่ได้  คิดว่าเป็นคนเก่งระดับเทพที่ใครจะเทียบชั้นก็ยาก  หรือในโลกโซเซียลกับคนที่อัพรูปตัวเองบ่อย ๆ นี่ ก็เข้าข่ายหลงตัวเองไม่น้อย ทว่าหากจะพูดถึงโรคหลงตัวเอง ยังมีข้อสังเกตถึงพฤติกรรมผู้ป่วยโรคหลงตัวเองอีกหลายอย่าง  ซึ่งคุณสามารถเช็คอาการตัวเองไปพร้อมๆ กับทำความรู้จักโรคนี้ให้มากขึ้น

โรคหลงตัวเอง คือ ?
                โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder) หรือ "นาซิซีติส" (Narcissistic) หรือเรียกย่อ ๆ ว่า NPD หรือภาวะ Narcissism ชื่อของโรคหลงตัวเองในภาษาอังกฤษมีต้นกำเนิดมาจากเทพนาร์ซิสซัส เทพกรีกที่หลงรูปตัวเองจนต้องถูกสาปให้ตกหลุมรักตัวเอง ซึ่งก็มีส่วนตรงกับอาการของผู้ป่วยโรคหลงตัวเองอยู่ไม่น้อย
                แต่ในทางจิตวิทยา โรคหลงตัวเองคืออาการผิดปกติทางจิตที่มีอาการมากไปกว่าแค่หลงใหลในรูปโฉมของตัวเอง ทว่ายังมีเรื่องของความเห็นแก่ตัว ความรู้สึกอยากเป็นที่หนึ่ง อยากเป็นจุดสนใจ หรือความคิดที่ว่าตัวเองทำอะไรก็ไม่ผิด ซึ่งเป็นลักษณะของการถูกบ่มเพาะความคิดมาอย่างผิด ๆ จนนิสัยเหล่านี้ติดตัวมาในตอนโต กระทั่งทำให้เกิดเป็นโรคหลงตัวเองในที่สุด

สาเหตุโรคหลงตัวเอง
                ทางการแพทย์ยังไม่สามารถระบุสาเหตุที่แน่ชัดของการเกิดโรคหลงตัวเองได้ แต่ก็มีความพยายามจะวิเคราะห์ความเป็นไปได้ออกมาในหลาย ๆ ทาง เช่น การสั่งสอนแบบผิด ๆ มาตั้งแต่เด็ก พันธุกรรมหรือความผิดปกติของยีน รวมทั้งความเครียดและการถูกกดดันจากครอบครัว รวมไปถึงสภาพแวดล้อมที่อยู่จนทำให้ต้องรักตัวเองมาก ๆ เป็นการทดแทน

โรคหลงตัวเอง อาการแบบไหนเข้าข่ายป่วย
                อย่างที่บอกว่าอาการของโรคหลงตัวเองมีแค่เส้นกั้นบาง ๆ ระหว่างอาการป่วยกับนิสัยส่วนตัว ซึ่งถ้าจะเช็คให้ชัวร์ว่าป่วยด้วยโรคนี้จริงหรือไม่ อาจต้องดูจากอาการโรคหลงตัวเองตามนี้ด้วย โดยหากเช็คแล้วตรงกับความเป็นตัวเองเกิน  5 ข้อ ให้สงสัยว่าป่วยไว้ก่อนเลย
          1. คิดแต่เรื่องของตัวเอง แถมยังชอบพูดถึงตัวเองในแง่ดีบ่อย ๆ
          2. ชอบเรียกร้องความสนใจ อยากเป็นคนสำคัญตลอดเวลา
          3. คิดว่าตัวเองเป็นบุคคล VIP ฉันนี่แหละสำคัญที่สุดในโลกแล้ว
          4. ชอบเพ้อฝันถึงเรื่องเกินจริง มโนแจ่มไปกับสิ่งที่เป็นภาพลวงตา คิดว่าตัวเองเก่งสารพัดอย่าง และต้องได้รับแต่สิ่งดี ๆ
          5. อารมณ์แปรปรวน เหวี่ยงวีน และมักจะไม่พอใจอะไรบ่อย ๆ
          6. ไม่แคร์ใคร ไม่ใส่ใจความรู้สึกของคนรอบข้าง
          7. ต้องการที่จะชนะทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้ โดยไม่สนว่าอะไรจะผิดจะถูก คิดว่าตัวเองยิ่งใหญ่คับฟ้า ทำอะไรก็ได้
          8. คิดว่าตัวเองมีแต่คนอิจฉา หรือรู้สึกอิจฉาคนรอบข้างบ่อยครั้ง
          9. ต้องการมีอำนาจ ต้องการคำชมเชย และอยากเป็นที่รักของคนอื่นอยู่เสมอ
          10. เอาแต่ใจตัวเอง จนไม่แคร์ว่าสิ่งที่ทำจะเป็นการเอารัดเอาเปรียบคนอื่นหรือไม่
          11. มักจะแสดงพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง  อวดสิ่งที่มีสิ่งที่ได้ หรือเรียกง่าย ๆ ว่ากร่างไปทั่ว
          12. คบกับใครไม่ได้นาน  อยู่ร่วมกับคนอื่นยาก
          13. อ่อนไหวง่าย และมักจะฟูมฟายกับเรื่องที่เสียใจแบบเกินเหตุ
          14. ทนไม่ได้กับการถูกวิพากษ์วิจารณ์
          15. ไม่ยอมรับความผิดของตัวเอง  และมักจะโทษว่าเป็นความผิดของบุคคลอื่นร่ำไป
          16. รู้สึกเหมือนตัวเองเหนือกว่าคนอื่น และสามารถจะผลักใครให้พ้นทางก็ได้
          17. ชอบที่จะเป็นผู้รับ โดยที่ไม่คิดจะเป็นผู้ให้
          พฤติกรรมที่ว่ามาทั้งหมดอาจไปตรงกับใครหลาย ๆ คน ทว่าบางทีก็อาจเป็นแค่อุปนิสัยส่วนตัวที่ไม่ได้นับว่าเป็นโรค และบางคนก็ยังสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ปกติโดยไม่ได้สร้างความเดือดร้อนให้ใคร ดังนั้นหากจะให้แน่ใจจริง ๆ ควรได้รับการวินิจฉัยจากจิตแพทย์อีกครั้งนะคะ
การรักษา
                การรักษาโรคหลงตัวเองอาจทำได้เพียงแค่บำบัดอาการผิดปกติทางความคิดและจิตใจ ปรับทัศนคติให้ผู้ป่วยเปิดกว้างกับคนรอบข้างมากขึ้น และยังไม่มียารักษาโรคหลงตัวเองโดยตรง เพียงแต่หากผู้ป่วยมีความเครียดหรือความวิตกกังวล จิตแพทย์ก็อาจจะจ่ายยาแก้เครียดให้
                ส่วนในกรณีที่ผู้ป่วยติดเหล้าหรือยาเสพติด ซึ่งมักจะพบได้บ่อยในผู้ป่วยโรคหลงตัวเอง จิตแพทย์ก็จะช่วยบำบัดอาการเหล่านี้ไปพร้อมกันด้วย แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นเด็ก  ทีมแพทย์จะช่วยปรับวิธีการเลี้ยงดูให้กับคนเป็นแม่ และส่งทีมผู้เชี่ยวชาญมาแนะแนวทางการสั่งสอนให้เด็กไม่เสี่ยงโรคหลงตัวเองโรคหลงตัวเองเป็นโรคที่สามารถรักษาให้หายขาดได้ หรืออย่างน้อย ๆ ก็มีวิธีบำบัดให้อาการอยู่ในระดับที่สังคมพอให้อภัย แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับตัวผู้ป่วยเองด้วยว่าจะให้ความร่วมมือในการรักษามากน้อยแค่ไหน เพราะถ้าอยากหายก็ต้องยอมรับว่าตัวเองเป็นผู้ป่วยให้ได้ก่อน และต้องยอมเข้ารับการบำบัดด้วยนะคะ

          ดังนั้นหากคุณเช็คดูจากอาการคร่าวๆ แล้วก็เหมือนจะเข้าข่ายนิสัยตัวเองหลายข้อ แนะนำให้ไปทำแบบทดสอบทางจิตวิทยากับจิตแพทย์เพื่อหาความชัดเจนให้ตัวเองก่อนดีกว่า

วันอาทิตย์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อนาคตของรถพลังงานไฟฟ้า

มีผู้ติดตามบทความใน Blog ของเราประจำท่านหนึ่ง วันนี้ ได้ส่งบทความแสดงความคิดส่วนตัวอันเป็นประโยชน์  เป็นประเด็นสืบเนื่องในเรื่อง อนาคตของรถยนต์พลังงานไฟฟ้า 

ท่านผู้นี้ คือ พี่ชายแท้ๆ ของผู้เขียน  ผู้คร่ำหวอดในวงการรถยนต์ของประเทศไทยมานานกว่า 30 ปี:-

              "ผมเป็นสาวกเดนตายของนายอีลอน มัสค์ ผู้สร้างรถ TESLA จนดังติดลมบน แต่การที่เราตื่นตัวเรื่องรถไฟฟ้าก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ที่มาของแหล่งพลังงานไฟฟ้าไม่ค่อยมีคนพูดถึง  หากจะคุยกันเรื่องนี้จริงจัง ต้องคุยเรื่องแหล่งที่มาของไฟฟ้าที่จะนำไปใช้กับแบตเตอรี่รถไฟฟ้าด้วย

               ความจริงในอเมริกา ไฟฟ้าเขามาจากพลังงานทางเลือกคือพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งขณะนี้ในอเมริกามีสถานีเติมที่เรียกว่า Supercharge สามารถเติมไฟฟ้าอย่างรวดเร็วภายในครึ่งชั่วโมง มีอยู่เป็นพันๆแห่ง ทั้งทวีปอเมริกาเหนือ นายอีลอนยังเป็นเจ้าของ บริษัท  SOLAR   CITY   ซึ่งขายแผ่น SOLAR CELL ด้วย  เพราะถ้าเรายังใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากน้ำมันหรือถ่านหิน  มันก็เพียงแต่ย้ายปัญหาเท่านั้นเอง ไม่ใช่เป็นการแก้ปัญหามลภาวะอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

                ผมมีโจทย์อยู่ข้อหนึ่งในใจว่า  ในอดีตรัฐบาลไทยพูดถึงรถยนต์แห่งชาติ แต่ก็ไม่สำเร็จเพราะถึงแม้โรงงานไทยจะผลิตชิ้นส่วนได้ทุกชิ้นที่ประกอบเป็นรถ  ยกเว้น เครื่องยนต์ซึ่งจะต้องเจรจากับบริษัทรถยนต์ต่างชาติ เช่น มิตซูบิชิ เหมือนกับรถยนต์โปรตอนของมาเลเซีย  แต่เรื่องรถไฟฟ้าแห่งชาติผมคิดว่าโอกาสมาถึงแล้ว  ผมเคยอ่านหรือเห็นจากยูทูป (ไม่แน่ใจ) ว่านายอีลอน มัสต์ ประกาศเลยว่าใครจะเอาเทคโนโลยีรถไฟฟ้าของแกไปต่อยอด แกจะไม่ฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์  มีนักข่าวถามแกว่า ทำไมถึงคิดเช่นนั้น  คำตอบของแกทำให้ผมเห็นว่าพระเจ้าส่งแกมาเพื่อช่วยชาวโลกให้พ้นหายนะจากมลภาวะที่แท้จริง  คำตอบคือ  แกทำคนเดียวคงไม่ทัน อยากให้ทุกประเทศทำรถไฟฟ้าที่อิงกับพลังงานแสงอาทิตย์ให้มาก ๆ  จะได้ช่วยมวลมนุษย์ให้พ้นจากหายนะในอนาคต”  ผมจึงตั้งโจทย์ว่าทำไมไม่คุยกับอีลอน และสร้างรถไฟฟ้าเป็นรถแห่งชาติของเรา  อีกอย่างหนึ่งเรื่องพลังงานแสงอาทิตย์ก็ต้องผลักดันกันสุด ๆ

                ผมฝันว่าในอนาคตรัฐบาลจะออกกฎหมายว่า สิ่งก่อสร้างทุกอย่าง เช่นบ้านเรือน หรือ คอนโด โรงงานต่างๆ หากจะขออนุญาตสร้างใหม่ ต้องมีแบบแปลนที่จะใช้แผ่นโซล่าเซลล์บนหลังคาด้วย 

                ในอเมริกา ขณะนี้มีบางเมืองในชนบท ที่ใช้พลังแสงอาทิตย์กันทั้งเมือง"



                 ในประเทศเดนมาร์กเอง ได้เริ่มแผนงานที่จะมุ่งเปลี่ยนแปลงพลังงานทั้งระบบ ไปเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ได้จากแสงอาทิตย์ และกังหันลม 100% ในระดับประเทศ

ถ้าว่าง พี่ช่วยเขียนบทความมาลงแสดงความเห็นดีๆ มาอีกนะครับ   Thank you (3 times) ล่วงหน้า....

วันเสาร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อาการสมองเสื่อม Dementia (บทความต่อเนื่อง)

บทความก่อนหน้านี้ ได้เกริ่นถึง 10 สัญญาณที่บ่งบอกว่า อาการสมองเสื่อมอาจกำลังมาเยือน....

วันนี้ เรามาศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมว่า  มันมีปัจจัย หรือสาเหตุอะไรที่อาจจะเพิ่ม หรือลดโอกาส
ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคสมองเสื่อมกันได้  สำหรับพวกเราๆ ท่านๆ ที่ล้วนแต่เป็นผู้สูงวัย

มีข้อมูลทางวิชาการที่ยืนยันอย่างชัดเจนแล้วว่า  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
และให้เหมาะสมกับสภาพร่างกายของแต่ละคน จะช่วยทำให้สมองยั่งยืนจากการหลั่ง
สารประสาทเอ็นดอร์ฟิน (Endorphin) หรือสารความสุข
ส่งผลให้เซลล์สมองของเราที่อ่อนล้า กลับมากระฉับกระเฉงได้

การออกกำลังกายที่เหมาะสมของแต่ละท่าน ไม่จำเพาะเจาะจงว่า จำเป็นต้องเดินทางขับรถ
ไปออกกำลังกายตามสถานที่ออกกำลังกายหรือโรงยิมต่างๆ  เพียงแบบเดียว
มันสามารถรวมถึง การที่เราได้ออกไปเดินเล่น เดินเร็ว วิ่งเหยาะ ตามสวนสาธารณะต่างๆ
หรือสวนหย่อมของหมู่บ้าน แม้แต่พื้นที่ภายในบริเวณบ้านของเรา ถ้ามีพื้นที่พอ
ภายในกรอบเวลาที่สมควรซึ่งไม่มากไม่น้อยไปนัก
อาทิเช่น ไม่น้อยกว่า 45 นาทีในแต่ละครั้ง  และอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง

บ้านที่เราพักอาศัยอยู่นี้ ก็เป็นสถานที่ที่หนึ่งสามารถสร้างงานอดิเรกประจำวันต่างๆ
ที่ไม่ซ้ำกันได้ สำหรับท่านในวัยเกษียณให้สามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ได้มาก

ผู้เขียน หมายถึง งานดูแลรักษาทำความสะอาด ปัดกวาด จัดบ้านช่องให้น่าอยู่ งานตัดแต่งสวน
และต้นไม้  หรือถ้าหากท่านพร้อมที่จะเรียนรู้ ท่านจะพบว่า มีงานช่างซ่อมแซมสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ
ภายในบ้านรอท่านทำอยู่เยอะแยะไปหมด

ขอยกตัวอย่างเช่น  คุณแม่บ้านของท่านอาจจะเคยบ่นกับท่านว่า ก๊อกน้ำของอ่างซิ้งค์ในห้องครัวปิดได้ไม่สนิท จะมีน้ำหยดตลอดเวลา เป็นการสิ้นเปลืองน้ำ  ขณะที่ท่านยังไม่เกษียณไม่มีเวลา ท่านอาจเรียกตามช่างมาแก้ไข ซึ่งบางครั้งช่างประปาเค้าก็ไม่มาทันที หรือไม่มาเอาเสียเลย เพราะพวกช่างมักจะออกตัวว่า ตัวงานจำพวกนี้มันเล็กน้อยเกินไป ไม่คุ้มค่าเดินทางอะไรทำนองนี้

คราวนี้ท่านก็ว่างมีเวลาแล้วตอนนี้ ทำไมไม่ลองแก้ไขซ่อมแซมอะไรอะไรในบ้านด้วยตัวเองล่ะ
อ้นพวกงานซ่อมแซมอุปกรณ์สิ่งของต่างๆ ภายในบ้าน ไม่ใช่เรื่องยากเย็นเกินความสามารถและพลังสมองของท่านอย่างแน่นอน  ขอเพียงแต่ท่านพร้อมที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถึงวิธีการทำงาน และวิธีใช้เครื่องมือซ่อมแซมต่างๆ ซึ่งปัจจุบันข้อมูลความรู้ต่างๆ พวกนี้ มีแทบจะทุกเรื่องเพรียบพร้อมอยู่
บนโลกอินเตอร์เน็ท ที่ท่านสามารถที่ค้นหาและศึกษาได้จาก Google หรือไม่ก็ Youtube ได้

เพียงแค่นี้ จากการที่ท่านได้ฝึกใช้สมองทำในสิ่งใหม่ๆ ท่านก็สามารถลดความเสี่ยงของ
โรคอาการสมองเสื่อมได้แล้ว

และสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านจะได้รับความชื่นชมจากคุณแม่บ้านเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งท่านผู้สูงวัย
ทุกท่านก็ทราบดีว่า ความชื่นชมของคุณแม่บ้านสุดที่รักของท่านนั้นไม่เคยมอบให้ท่านง่ายๆ
และครั้งนี้ก็ไม่ใช่จะได้มาเพราะโชคช่วย แต่เกิดจากฝีมือบวกความสามารถของท่านล้วนๆ

นอกจากการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอแล้ว อาหารก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันภาวะสมองเสื่อม

จากข้อมูลทางการแพทย์ในปัจจุบัน  อาหารเช้าเป็นอาหารมื้อสำคัญของแต่ละวัน ดังนั้นเราท่าน
ทั้งหลายจึงไม่ควรอดอาหารเช้าเป็นอย่างยิ่ง

สำหรับท่านผู้สูงอายุ ควรจำกัดปริมาณอาหารจำพวกแป้ง ไขมัน และของหวาน ในแต่ละมื้อ
ควรรับประท่านอาหารต่างๆ ให้ครบ 5 หมู่ อาจต้องเน้นพวกผักและผลไม้ให้มากขึ้น เพื่อช่วยระบบขับถ่าย

การมีจิตใจที่ไม่เบิกบาน เศร้าสร้อย ห่อเหี่ยว เป็นทุกข์ อยู่เสมอ จะทำให้เซลล์สมองที่ทำหน้าที่บันทึก
ความจำ หรือสมองส่วนฮิปโปแคมปัส กลับฝ่อลง เป็นสาเหตุทำให้ความจำใหม่ๆ ไม่เกิดขึ้น

ถ้าปรับอารมณ์ที่เป็นด้านลบเหล่านี้ได้เร็ว เจ้าเซลล์สมองที่กำลังจะฝ่อก็จะสามารถกลับมาดีดังเดิมได้
แต่หากปล่อยให้มีอาการเศร้า หดหู่ หรือเป็นทุกข์นานๆ เซลล์สมองเหล่านี้ก็จะตายไปไม่กลับมาอีก
คือ สมองส่วนนั้นจะฝ่อถาวรไปเลย  เข้าสู่ภาวะสมองเสื่อมอย่างช้าๆ แบบที่พวกเราหวาดกลัว

ก่อนจบ ขออวยพรให้เพื่อนผู้สูงวัยทุกท่าน จงมีสุขภาพกาย สุขภาพใจที่ดีสมบูรณ์ตลอดไปนะครับ

ส่วนตัวผู้เขียนเอง ว่า ต้องขอตัวไปเปลี่ยนหัวก๊อกน้ำของอ่างล้างมือซะหน่อย  พอเสร็จงานนี้แล้ว
ว่าจะซ่อมเครื่องตัดหญ้าต่อ  และหากยังมีเวลาเหลือ  อาจจะดูหลอดไฟในห้องเก็บของด้วย
มันไม่สว่างมาหลายวันแล้ว ถ้ามีเวลาเหลืออีกก่อนมื้อค่ำ ล้างรถเป็นรายการสุดท้ายก่อนเข้านอน

เพียงแค่นี้ ผู้เขียนก็มีอะไรทำทั้งวันไม่เบื่อแล้ว.....
ส่วนพรุ่งนี้ ค่อยคิดหาอะไรทำใหม่


ผู้สูงอายุที่มีอารมณ์ดีเป็นสุขอยู่เสมอ ลดความเสี่ยงเป็นโรคสมองเสื่อม



วันพุธที่ 10 สิงหาคม พ.ศ. 2559

10 สัญญาณที่บ่งบอกอาการสมองเสื่อม

ท่านผู้สูงอายุที่อยู่ในวัยเกษียณมานานบางท่าน อาจจะเริ่มหรือกำลังเบื่อในการใช้ชีวิตประจำวันที่มองดูโดยรวมว่า มันช่างซ้ำซาก และจำเจ  กิจวัตรประจำวันส่วนใหญ่ ประกอบด้วยการออกกำลังกายเดินเหิน อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง ทำสวน เลี้ยงหลาน และพบปะสังสรรค์เพื่อนเก่าบ้างในบางครั้ง

ท่านทราบหรือไม่ว่า ทุกอย่างที่ท่านปฏิบัติประจำวันอยู่นั้น ไม่ว่ามันจะดูธรรมดา ราบเรียบ ไม่มีอะไรใหม่ให้น่าตื่นเต้นนั้น ล้วนแต่มีประโยชน์ต่อสุขภาพของตัวท่านทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการทำงานที่เป็นปรกติของสมองของผู้สูงวัย

โรคภัยไข้เจ็บที่ผู้สูงวัยส่วนมากต้องเฝ้าระวังตัวเองและเป็นที่รู้จักกันดี ก็จะมีโรคความดันสูง โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคระบบทางเดินหายใจ โรคระบบทางเดินอาหาร และโรคมะเร็งต่างๆ

แต่ก็ยังมีอีกโรคหนึ่งที่ผู้คนอาจจะให้ความสำคัญน้อยกว่าโรคที่กล่าวมาข้างต้น ทั้งๆ ที่โรคนี้มีโอกาสจะเกิดขึ้นกับท่านผู้สูงอายุได้ไม่น้อย และสามารถเป็นได้แบบไม่รู้ตัว อาการจะค่อยเป็นค่อยไปจนตัวเองหรือคนข้างเคียงไม่อาจรู้หรือไม่ทันสังเกตได้  กว่าจะรู้ว่า ตัวเองกำลังเริ่มต้นจะมีอาการ โรคนี้ก็ได้พัฒนาไประดับหนึ่งแล้ว จนตัวเองหรือบรรดาเหล่าญาติๆ อาจจะตั้งตัวไม่ทัน

โรคที่ว่านี้ก็คือ  โรคสมองเสื่อม หรือ ภาวะสมองเสื่อม (Dementia)

ภาวะสมองเสื่อม เป็นคำรวมๆ ที่ใช้เรียกโรคที่เกี่ยวกับการเสื่อมถอยของเซลล์สมองที่จะทำให้ความทรงจำของเราค่อยๆ สูญหายไป พวกเราอาจจะรับรู้ถึงความร้ายแรงของโรคนี้จาก 2 โรคที่รู้จักกันดี คือ โรคพาร์กินสัน กับโรคอัลไซล์เมอร์  ซึ่งถ้ามันบังเอิญโชคร้ายจะเกิดขึ้นกับท่านผู้ใดแล้วล่ะก็ เรียกได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นโรคไหน มันก็แย่พอๆ กันทั้งสองโรค 

ผู้เขียน ซึ่งก็เป็นผู้สูงวัยคนหนึ่ง ต้องขอออกตัวว่า ไม่ใช่แพทย์  ดังนั้นข้อมูลต่าง ๆ ที่จะเล่าสู่กันฟังต่อไปนี้ เป็นข้อมูลทางวิชาการที่ได้ค้นคว้ามาจากแหล่งความรู้ต่างๆ  หากมีข้อความผิดพลาดประการใด ต้องขออภัยต่อท่านผู้อ่านล่วงหน้ามา ณ ที่นี้

เรามาเริ่มต้นที่ 10 สัญญาณที่บ่งบอกอาการสมองของเราอาจกำลังเริ่มมีปัญหา (ข้อมูลจากนสพ. ผู้จัดการ INFO):-

1)   การสูญเสียความทรงจำในระยะสั้น ที่กระทบต่อการทำงาน
เช่น เมื่อวาน ตัวเองเคยตกลงกับลูกค้าเรื่องหนึ่งไว้ แต่พอวันต่อมา ก็ไม่ได้ทำตามข้อตกลงนั้นเฉยเลย เพราะตัวเองจำไม่ได้ว่าได้เคยสัญญิงสัญญาอะไรไว้  ลองถ้าเป็นแบบนี้กับเจ้าของกิจการ และเป็นเรื่องใหญ่ ธุรกิจต้องพลอยเสียหายมากอย่างแน่นอน บริษัทนั้นๆ เตรียมตัวเจ๊งได้เลย
2)   สิ่งที่เคยทำเป็นประจำ เริ่มทำไม่เป็น
เช่น เคยทำงานสิ่งหนึ่งได้เป็นประจำปรกติ  แต่แล้วอยู่ๆ ก็ทำไม่ได้ไปซะแล้ว เกิดจำไม่ได้ว่า เคยทำมันได้อย่างไร  แบบนี้มันก็ชักจะยุ่งอีกเหมือนกัน
3)   ปัญหาด้านภาษา เลือกคำพูดไม่ค่อยถูก
เคยพูดคล่องแคล่วต่อสาธารณะ มีสำนวนโวหารดีจนใครๆ ฟังก็ชื่นชม แต่ต่อมาความสามารถในการแสดงออกทางคำพูดค่อยๆ สูญหายไป  เมื่อจะเล่าเหตุการณ์อะไร ก็มักนึกคำพูด หรือประโยคสนทนาไม่ค่อยได้คล่องเหมือนอย่างเคย
4)   ไม่รู้เวลาและสถานที่
สับสนเรื่องเวลาว่า ตอนนี้มันกี่โมงกี่ยาม เป็นกลางวันหรือกลางคืน  หรือเกิดงงว่า ตอนนี้ตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน หรือกำลังจะไปไหน ถ้าเกิดเป็นแบบนี้ อาการน่าจะหนักแล้วพอควร
5)   สูญเสียการตัดสินใจ
ตัดสินใจไม่ได้ แม้แต่เรื่องเล็กๆ ว่า ควรจะทำอะไรก่อนอะไรหลัง หรือจะทำไม่ทำอะไร
6)   ไม่ค่อยเข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรม
ทำนองว่า ใครพูดเรื่อง ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ หรือ มีคำว่า บูรณาการอยู่ทุกประโยค ชักจะฟังไม่เข้าใจ ข้อนี้ อาจจะเป็นธรรมดา สำหรับคนไทยในยุคหนึ่ง
7)   วางของผิดที่ แบบแปลกๆ
เช่น เอากุญแจรถไปวางเก็บในตู้เย็น  อันนี้ จะต่างกับแบบที่พวกเราเป็นกันประจำ เช่น หากุญแจรถไม่เจอ เพราะไปวางผิดที่จากที่เคยวาง เช่น เคยวางบนโต๊ะ กลับมาพบว่า มันอยู่บนชั้นวางของ  ทั้งโต๊ะและชั้นวางของไม่ถือว่า เป็นที่วางแปลกๆ  แต่ในตู้เย็นนี่ล่ะก็ใช่แน่ เพราะไม่มีใครจะเอากุญแจรถไปใส่ในตู้เย็น ถ้าไม่เมาสุดๆ
8)   อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง
เดี๋ยวอารมณ์ดี  เดี๋ยวอารมณ์ร้าย ฉุนเฉียว แบบไม่ค่อยมีเหตุผล แต่ถ้าเดิมก็เป็นคนแบบนี้อยู่แล้ว ก็ไม่อยู่ในเกณฑ์ 
9)   บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง
เคยต้องแต่งตัวเนี๊ยบก่อนออกจากบ้าน  มาตอนนี้ กลับแต่งตัวลวกๆ แบบซกม๊กไม่แคร์ใคร 
10) สูญเสียความคิดริเริ่ม
ไม่สามารถจะคิดริเริ่มในการทำงานอะไรได้  ทั้งที่ ก่อนหน้านี้ต้องแย่งเป็นผู้นำเพียงอย่างเดียวในทุกเรื่อง จะชิงแย่งคนอื่นทำงานสำคัญๆ ก่อนเสมอ

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนคิดว่า 10 สัญญาณข้างต้น  จะถือเป็นข้อสรุปชี้ขาดไม่ได้ว่า  ถ้าท่านเกิดบังเอิญมีอาการตรงกับข้อหนึ่งข้อใด หรือหลายๆ ข้อ ท่านต้องมีอาการสมองเสื่อมแน่นอน  ผู้ที่จะสามารถวินิจฉัยโรคของผู้ป่วยอย่างถูกต้อง ควรต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น  โดยหลักเกณฑ์ทางการแพทย์ที่ละเอียดมากกว่านี้

(ยังมีต่อครับ)

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2559

รถยนต์พลังงานไฟฟ้ามาแล้ว...รถวิ่งด้วยน้ำมันช่วยหลีกทางไปจ้า!

ท่านที่ติดตามข่าวต่างๆ ในแวดวงรถยนต์คงจะทราบดีว่า
รถยนต์ที่แล่นด้วยพลังงานไฟฟ้าล้วน ๆ เริ่มมีการนำเข้าและจัดจำหน่ายในประเทศไทย
จากผู้ผลิตรถยนต์ต่างประเทศหลายเจ้า ในราคาขายไม่ธรรมดาที่สูงพอๆ กับราคาของ
พวกกลุ่มรถหรูเลยทีเดียว

Tesla Model S รถยนต์พลังงานไฟฟ้าล้วนๆ

ภายในรถ Tesla
ผู้เขียนเองออกจะตื่นเต้นไปด้วยไม่ได้ นึกฝันอยากจะมีโอกาสได้ขับรถไฟฟ้าแบบนี้ซักวันหนึ่ง
แต่จะรอจนมันมีราคาถูกลงมากๆ ในระดับที่ชาวบ้านอย่างเราจะซื้อหามาเป็นเจ้าของได้
ก็ไม่รู้ว่า จะอีกนานสักเท่าไร





ความคิดที่ว่า ในอนาคตอันใกล้ รถยนต์จะต้องถูกเปลี่ยนไปใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อน
แทนพวกเครื่องยนต์ที่ทำงานด้วยพลังงานฟอสซิล (น้ำมัน) นั้นถูกต้องเป็นอย่างยิ่ง
เพราะโลกเราไม่เหลือทางเลือกอื่น ผู้รู้บอกว่า น้ำมันที่ขุดมาใช้กำลังจะหมดจากโลกภายใน 20 ปี

แต่ถ้าบรรดารถยนต์ที่พวกเราใช้อยู่ปัจจุบัน ทั้งเก่ามาก เก่าน้อย และใหม่เอี่อมอ่อง
จำนวนนับไม่ถ้วนบนโลกนี้ต้องถูกแทนที่ด้วยรถยนต์พลังงานไฟฟ้าทั้งหมด
น่าจะเป็นหนทางที่ไม่ถูกต้องนัก

ท่านลองมาคิดดู รถยนต์เก่าแต่ละคันจะก่อให้เกิดขยะทางมลภาวะต่อโลกเพียงใด
หากเราจำต้องทิ้งมันทั้งหมด เพื่อเปลี่ยนมาใช้รถที่ใช้พลังงานไฟฟ้าคันใหม่
ทั้งๆ ที่จริงแล้ว ตัวเครื่องยนต์เก่าที่ใช้น้ำมันต่างหาก ที่เป็นปัญหาต้องเปลี่ยน
แต่อุปกรณ์อื่นๆ เช่น ระบบช่วงล่าง ระบบเบรค ระบบบังคับเลี้ยว และระบบปรับอากาศ
ยังสามารถใช้งานต่อไปได้ นี่ยังไม่นับถึงพวกชิ้นส่วนอื่น ๆ ที่ประกอบกันเป็นตัวรถ
อย่างเช่น ยางรถยนต์ เบาะที่นั่ง เครื่องเสียง และอุปกรณ์ตกแต่งอื่น ๆ ที่จำต้องทิ้งไปทั้งคันรถด้วย

ขยะรถยนต์เก่าจะมากมายขนาดไหน

มันจะไม่เป็นการดีกว่าหรือ หากรถคันเก่าของเราทุกคัน สามารถยกเอาเครื่องยนต์เก่าออกแล้ว
เปลี่ยนด้วยระบบขับเคลื่อนที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ตัวหลัก ๆก็คือ มอเตอร์ไฟฟ้า กับแบตเตอรี่อัด
เก็บกระแสไฟฟ้ามาใส่แทนที่ ซึ่งน่าจะเป็นการดัดแปลงที่สามารถทำได้โดยไม่ยากเย็นซับซ้อนนัก

อันที่จริงแล้ว ที่เมืองไทยของเรา  ก็มีคนไทยทำการทดลองดัดแปลงแบบที่ว่านี้และ
สำเร็จมาแล้ว

ข่าวอ้างอิงจากสำนักงานข่าวไทย ประจำวันที่ 31 ตค. 2558:

มีท่านเจ้าของอู่ติดตั้งแก๊สรถยนต์ท่านหนึ่งอยู่ที่จังหวัดปทุมธานี ใช้เวลากว่า 1 ปี
ศึกษาและดัดแปลงรถยนต์ที่ใช้น้ำมันมาเป็นรถพลังงานไฟฟ้า และได้รับการขึ้นทะเบียน
จากขนส่งจังหวัดปทุมธานี เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าคันแรกของจังหวัดและของประเทศไทย

รถดัดแปลงมาจาก  Toyota Soluna มีการติดตั้งแผงโซล่าร์บนหลังคาด้วย

ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย EGAT ก็ได้ทำโครงการวิจัยการดัดแปลงรถยนต์
ทั่วไปให้สามารถมาใช้พลังงานไฟฟ้าล้วน ๆได้ ซึ่งปัจจุบัน ได้ออกแสดงรถ EV (Electric Vehicle)
ต้นแบบสู่สายตาสาธารณชนมาแล้ว

รถยนต์พลังงานไฟฟ้าต้นแบบ ดัดแปลงมาจากรถ Honda Jazz


ถ้าเทคโนโลยี่ในเรื่องนี้ถูกพัฒนาต่อยอดจนเข้าที่เข้าทางเมื่อไร ต่อไปในอนาคต
พวกอู่รถยนต์ที่เคยรับติดตั้งระบบแก๊สรถยนต์
ก็น่าจะพากันเปลี่ยนมารับติดตั้งชุดขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้าแทน
ต้องเป็นอาชีพที่รวยเละแน่นอน เพราะมีงานล้นมือไม่ว่างอีกหลายสิบปี

และในอนาคต ถ้าเป็นแบบนี้ พวกเราทุกคนที่ใช้รถเก่าพอจะมีความหวังที่จะรักษา
รถยนต์คันเดิมของเราไว้ได้ โดยไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาเก็บเงินก้อนโตมากๆ
เพื่อเอาไว้ซื้อรถพลังงานไฟฟ้าแท้ๆ คันใหม่ เพียงแค่เก็บตังค์จำนวนหนึ่ง
ไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการถอดเปลี่ยนเครื่องยนต์สันดาปจากรถเก่าให้สามารถวิ่ง
ด้วยพลังงานไฟฟ้าแทน

มนุษยชาติจะร่วมประหยัดทรัพยากรของโลกได้อย่างมหาศาล หากมีทิศทางนี้
เป็นทางเลือกด้วย

แน่นอน ใครมีเงินหนาเป็นถุงเป็นถัง ใคร่จะซื้อรถยนต์พลังไฟฟ้าใหม่ ย่อมไม่มีใครขัดข้อง

แต่ไม่ใช่แบบว่า ผู้ใช้รถยนต์ทั้งหมดจำต้องโดนบังคับให้ซื้อรถคันใหม่ เป็นหนทางเดียว

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2558

1 ตค. วันผู้สูงอายุสากล

วันนี้ ผู้เขียนได้อ่านข่าวที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุในวัยเกษียณ จากเว๊ป manager online
เห็นว่า มีประโยชน์ต่อผู้สูงวัยอย่างผู้เขียน ก็เลยอยากจะนำมาแชร์ให้อ่านทั่วกันในที่นี้ 

ต้องขอขอบพระคุณ manager online ด้วยนะครับ


สธ. ห่วงคนวัยเกษียณปรับตัวไม่ทัน มีเวลาว่าง ไม่ได้ทำงานพบปะผู้คน เสี่ยงภาวะซึมเศร้า เหงา เครียด แนะปรับมุมมองการใช้ชีวิต คิดบวก เตรียมตัวหากลุ่มเพื่อน กลุ่มกิจกรรมก่อนเกษียณ แนะการดูแลอาหาร สุขภาพวัยเกษียณ เผย 3 แนวทางเป็นผู้เกษียณอย่างมีความสุข 

        นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวว่า วันที่ 30 ก.ย. ของทุกปีถือเป็นวันสุดท้ายของการทำงานในผู้ที่เกษียณอายุราชการ โดยหลังจากนี้ผู้เกษียณจะมีเวลาว่างมากขึ้น ทำให้หลายคนอาจปรับตัวไม่ทัน เพราะที่ผ่านมาต้องทำงานพบปะเพื่อนร่วมงานทุกวัน อาจเกิดภาวะซึมเศร้า เหงา เครียดได้ ดังนั้น ผู้ที่จะเกษียณจึงควรเตรียมตัวเตรียมใจ ไม่วิตกกังวลเกินไปกับชีวิตหลังเกษียณ มองโลกในแง่ดี คิดบวก ให้เวลากับการดูแลสุขภาพ ออกกำลังกาย อยู่กับครอบครัว ทำงานอดิเรกที่ชอบ พักผ่อนอย่างเต็มที่ นอกจากนี้ ช่วงก่อนเกษียณควรมีการเตรียมตัวหากลุ่มเพื่อน กลุ่มเครือข่ายต่าง ๆ ไว้ หรืออาจหากลุ่มสมาชิกผู้สูงอายุใกล้ ๆ เพื่อจะได้ร่วมกิจกรรมต่าง ๆ
       
       “สำหรับการดูแลด้านอาหารของวัยเกษียณ ซึ่งเป็นวัยสูงอายุด้วยนั้น แนะนำให้กินอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ และหลากหลาย เลือกกินข้าวกล้อง ผักมื้อละ 2 ทัพพี และผลไม้วันละ 3 - 5 ส่วน จะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด และโรคมะเร็ง กินปลาเป็นหลัก สลับกับเนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน ดื่มนมวันละ 1 แก้ว เพื่อรับแคลเซียมและวิตามิน เลือกกินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร ปรุงอาหารด้วยวิธี ต้ม นึ่ง อบ แทนการทอด เลี่ยงอาหารรสหวานจัด เค็มจัด หากมีปัญหาสุขภาพช่องปากควรดัดแปลงอาหารให้อ่อนนิ่ม หรือมีขนาดเล็กลง สับหรือบดให้ละเอียดก่อนนำมาปรุง นอกจากนี้ ควรออกกำลังกายสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที แบบที่ไม่ใช้แรงกระแทก เพราะจะทำให้เข่ารับน้ำหนักมากขึ้นจนเสื่อม” รมว.สาธารณสุข กล่าว
       
       นพ.พรเทพ ศิริวนารังสรรค์ อธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า การเตรียมสะสมเงินสำรองไว้ใช้จ่ายหลังเกษียณอายุ ประมาณการรายรับ - รายจ่ายในแต่ละเดือน จะช่วยลดปัญหาและภาวะเครียดจากค่าใช้จ่ายที่ไม่พอใช้ได้ รวมทั้งการเตรียมความพร้อมของที่อยู่อาศัย จัดบ้านและสภาพแวดล้อมให้เหมาะสม โดยคำนึงถึงความปลอดภัย เพื่อลดอุบัติเหตุและอันตรายต่าง ๆ เช่น ใช้วัสดุกันลื่นในห้องน้ำ มีราวจับ ใช้โถส้วมแบบนั่งราบ จัดบ้านให้โล่งและอากาศถ่ายเทได้สะดวก สำหรับลูกหลานและญาติควรให้ความสำคัญและเวลากับผู้สูงอายุ จะช่วยให้ผู้เกษียณไม่เหงาและเกิดภาวะซึมเศร้า
       
       นพ.เจษฎา โชคดำรงสุข อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า 
วันที่ 1 ต.ค. ถือเป็นวันผู้สูงอายุสากลและยังเป็นวันเริ่มต้นชีวิตใหม่ของผู้เกษียณ แม้ว่าสมองของผู้มีอายุ 60 ปีขึ้นไป จะมีความเสื่อมในด้านจำนวนเซลล์สมอง สารสื่อประสาท หรือหลอดเลือดสมองที่เสื่อมลง ทำให้การเรียนรู้สิ่งใหม่ ความคิด ความจำอาจลดลง แต่สมองส่วนการสร้างสรรค์ของผู้สูงอายุยังคงทำงานได้อย่างดีจนถึงอายุ 90 ปี จึงไม่อยากให้มองว่า เกษียณแล้วจะทําให้กลายเป็นคนชรา ทุกอย่างอยู่ที่มุมมองความคิดของเรา ถ้าคิดในทางบวกช่วงเวลานี้ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ดี เพราะมีเวลาได้พักผ่อน ดูแลสุขภาพร่างกาย แต่ถ้าคิดทางลบก็จะเป็นช่วงเวลาที่ทำให้รู้สึกแย่ หากไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจ อาจมีภาวะซึมเศร้า กินไม่ได้นอนไม่หลับ คิดว่าถูกทอดทิ้ง และมองตัวเองไม่มีคุณค่า
       
       “แนวทางอยู่อย่างมีความสุขในวัยเกษียณ 
1. ต้องสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ทำในสิ่งดี ๆ ให้กับตนเองและผู้อื่น ไม่เปรียบเทียบตนเองกับผู้อื่น ทำความสำเร็จเล็ก ๆ ในแต่ละวัน และมีความสุขกับสิ่งเล็ก ๆ นั้น 
2. สร้างสุขภาพกายและใจให้ตนเอง ทั้งอาหารการกิน การตรวจสุขภาพ การฝึกจิต ฝึกสมาธิ ทำจิตใจให้สดใส เมื่อใดที่รู้สึกหดหู่ เหงา เศร้า ไม่สดชื่น ต้องรู้ตัว รีบปรับตัว อยู่กับคนที่รัก ไปพบเพื่อนฝูง พุดคุยปรึกษาปัญหา ทำกิจกรรมที่ชอบ ถ้าทำทุกอย่างแล้วไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาจิตแพทย์ 
3. สร้างกิจกรรมที่หลากหลายตามสภาวะของร่างกาย ทั้งกิจกรรมในบ้าน นอกบ้าน ทำคนเดียวหรือเป็นกลุ่ม ตามความชอบ ความพอใจ รสนิยม และบริบทการใช้ชีวิต เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง และร่างกาย ให้มีความคล่องแคล่ว ว่องไว เพื่อเป็นผู้สูงอายุที่ยังคงความหนุ่ม ความสาว ชะลอความเสื่อมให้นานที่สุด” อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าว
       

วันเสาร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2558

มันมาอีกแล้วครับท่าน.... วันสิ้นโลก 24.09.2015

นับเป็นเวลามานานเกือบร่วมปี ที่ผู้เขียนได้หยุดโพสต์ข้อความลงในบล๊อกส่วนตัวนี้
เพราะไม่มีประเด็นอะไรใหม่ แม้แต่จะเขียนข้อความเชียร์สินค้าเกี่ยวกับยานยนต์

แต่ตอนนี้ มันเกิดมีประเด็นใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับทุกคนบนโลกนี้ คือ เกิดกระแสแพร่กระจายกันมาในโลกโซเชียล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ใน YOUTUBE อีกแล้วว่า ดาวเคราะห์ที่เรียกว่า โลกที่พวกเราๆ ท่านๆ อาศัยอยู่นี้ ต้องถึงคราวอวสาน หรือไม่ก็ใกล้เคียงจะสูญสลายไปในช่วงวันที่ 18-24 กันยายน ปีนี้ ซึ่งก็อีกไม่กี่วันนับต่อจากนี้

ฟังแล้ว บางท่านคงอดขำในใจไม่ได้ว่า  ไอ้ความคิดบ้าๆ นี้มันมาอีกแล้ว...

กระแสความเชื่อของผู้คนในสังคมในเรื่อง โลกแตก ได้หดหายไปอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่มีอะไรเกิดขึ้นหลังวันที่ 21.12.2012 สามปีที่แล้ว  เรื่องทั้งหมดที่เฝ้าติดตามกันมาหลายปีหลายเดือนสำหรับคนบางคน กลายเป็นเรื่องของภาพยนตร์ทำเงิน แต่ไม่มีสาระหรือข้อมูลความจริงที่จะมาเฝ้าติดตาม และกล่าวถึงกันอย่างจริงจังอีกต่อไป

แต่แล้ว จู่ๆ ก็เกิดมีคนนำประเด็นนี้มาโพสต์เป็นวิดิโอคลิปขึ้นมาบน YOUTUBE  จากนั้นไม่นานนัก ก็มีผู้ติดตามแชร์ข้อมูลกันอย่างแพร่หลายในวงกว้าง จนบางคลิปมีผู้ชมเป็นล้าน เมื่อไล่เรียงดูเวลาจากคลิปเหล่านี้ จะเห็นว่า เจ้ากระแสความคิดในเรื่องนี้น่าจะเกิดขึ้นไม่นาน น่าจะปลายปีที่แล้ว ต่อจากนั้นก็มีผู้คนมาต่อกระแสความเชื่อด้วยการโพสต์ข้อมูลเพิ่มเติม ทั้งลับและไม่ลับ สัญญานบอกเหตุต่างๆ ทั่วโลก จนนับไม่ถ้วนว่า โลกเราจะประสบกับปัญหาถึงขั้นมหันตภัยวิบัติสิ้นโลกสังคมล่มสลาย ประชากรของโลกล้มตายเป็นจำนวนมาก ในช่วงวันที่ 18 - 24 กันยายน 2015 ซึ่งอันที่จริงแล้ว วันที่เกิดจะเหตุการณ์จริง ต่างก็ว่า น่าจะเป็นหรือไม่เกิน วันที่ 24 กันยายนแน่นอน แหม...ใครหนอ ช่างเก่งกาจสามารถพยากรณ์ได้เจาะจงแม่นยำขนาดนั้น ท่านนอสตราดามุส เองยังไม่กล้าเลย

เอาล่ะ แต่มันก็ดีไปอย่างที่ไม่ต้องรอนานกว่าจะได้พิสูจน์ เพราะเหลือเพียงอีกไม่กี่วันเอง เหล่าบรรดานักพยากรณ์ นักวิทยาศาสตร์ นักวิเคราะห์ นักวิจารณ์ กับผู้ติดตามกระแสข่าวอย่างเราๆ จะได้เห็นว่า มันจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่

ระหว่างนี้ ผู้เขียนได้ลองรวบรวมข้อมูลจาก YOUTUBE ว่า พวกนั้นเค้ามีความเชื่อในเรื่องนี้กันอย่างไรว่า โลกจะเดินทางมาถึงจุดสุดท้ายมหาภัยพิบัติเช่นนั้นในช่วงวันดังกล่าวนี้ มันมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง

ลำดับแรก คือ มันเกิดมาจากการทดลองของคณะนักวิทยาศาสตร์ขององค์กรวิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรป ซึ่งมีชื่อย่อเป็นที่รู้จักกันว่า CERN


CERN คือองค์กรทำอะไร มีความเป็นมาอย่างไร เป็นเรื่องยาว
ผู้เขียนขออนุญาตคัดลอกข้อมูลบางส่วนจาก วิกิพีเดีย จะดีกว่า

องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป (อังกฤษ: European Organization for Nuclear Research; CERN; ฝรั่งเศส: Organisation européenne pour la recherche nucléaire) เรียกโดยทั่วไปว่า "เซิร์น" เป็นองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศในทวีปยุโรปเพื่อวิจัยและพัฒนาทางด้านนิวเคลียร์ ก่อตั้งเมื่อวันที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2497 โดยมีประเทศสมาชิกก่อตั้ง 12 ประเทศ มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงเจนีวา สวิตเซอร์แลนด์

บทบาทหลักของเซิร์นคือ การจัดเตรียมเครื่องเร่งอนุภาคและโครงสร้างอื่นๆที่จำเป็นต่อการวิจัยด้านฟิสิกส์อนุภาค เซิร์นเป็นสถานที่ทำการทดลองมากมายที่เกิดจากความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ และยังมีชื่อเสียงในฐานะเป็นต้นกำเนิดของเวิลด์ไวด์เว็บ สำนักงานหลักที่เขตเมแร็ง มีศูนย์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่มีอุปกรณ์ประมวลผลข้อมูลที่มีประสิทธิภาพสูงมากเพื่อการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดลอง และเนื่องจากจำเป็นต้องทำให้นักวิจัยในสถานที่อื่นสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ได้ จึงต้องมีฮับสำหรับข่ายงานบริเวณกว้างอีกด้วย

ห้องควบคุมปฏิบัติการ
ภายในอุโมค์วงแหวนยาว 27 กม.
สำนักงานใหญ่ของเซิร์น ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของกรุงเจนีวา ใกล้กับชายแดนฝรั่งเศส-สวิตเซอร์แลนด์ เป็นที่ตั้งของห้องปฏิบัติการนิวเคลียร์ฟิสิกส์ขนาดใหญ่ มีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการราว 3,000 คน
อุโมงค์วงแหวนครอบคลุมพื้นที่ของสองประเทศ

ปัจจุบัน เซิร์นได้ติดตั้งเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ (Large Hadron Collider - LHC) ภายในอุโมงค์ใต้ดินรูปวงแหวนขนาดเส้นรอบวง 27 กิโลเมตร มีอาณาเขตครอบคลุมพื้นที่ใต้ดินของประเทศฝรั่งเศส และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งมีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก การติดตั้งได้แล้วเสร็จและได้เริ่มการทดลองมาเรื่อย ๆ หลังจากเดือนกันยายน พ.ศ. 2551

Large Hadron Collider - LHC
               
สำนักข่าวต่างประเทศได้รายงานว่า คณะนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์จากศูนย์วิจัยนิวเคลียร์แห่งยุโรปหรือเซิร์น  ได้เริ่มทดลองยิงอนุภาคโปรตอนเพื่อไขปริศนาหาจุดกำเนิดของจักรวาลหรือเอกภพอีกครั้งหนึ่ง  ท่ามกลางการเฝ้าจับตาสังเกตการณ์จากนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ทั่วโลกกว่า 9,000 คน

ตามรายงานข่าว การทดลองยิงอนุภาคโปรตอนครั้งนี้ นับเป็นครั้งใหญ่ที่สุด มีขึ้นที่อุโมงค์ใต้ดิน บริเวณพรมแดนระหว่างฝรั่งเศสกับสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งลึกลงจากพื้นผิวโลกไปประมาณ 300 - 400 ฟุต ทั้งนี้ การทดลองยิงอนุภาคโปรตอน เริ่มขึ้นเมื่อวันพุธที่ 9 กันยายนที่ผ่านมาในเวลาประมาณ 09.32 น.เวลาท้องถิ่น หรือตรงกับเวลา 14.30 น.ตามเวลาในไทย

โดยนางพาโอลา คาทาพาโน โฆษกหญิงของเซิร์น กล่าวว่า อนุภาคโปรตอนที่ยิงออกไปครั้งใหญ่ที่สุดในโลกครั้งนี้  ถูกยิงจากเครื่อง Large Hadron Collider หรือแอลเอชซี ซึ่งเป็นเครื่องยิงอนุภาคโปรตอน มีลักษณะคล้ายท่อวงแหวนมีขนาดความยาว 27  กิโลเมตร ที่ถูกสร้างขึ้นตามโครงการที่คิดขึ้นเมื่อ  30  ปีที่แล้ว

 เครื่องยิงอนุภาคโปรตอน จะทำหน้าที่เป็นเร่งความเร็วของอนุภาคโปรตอนให้มีความเร็วเท่ากับหรือเกือบเท่ากับความเร็วของแสงวิ่งชนกัน  เพื่อให้เกิดปรากฏการณ์ระเบิดครั้งใหญ่หรือบิ๊กแบง ซึ่งตามสมมติฐานของนักฟิสิกส์ดาราศาสตร์ เชื่อว่า ปรากฏการณ์บิ๊กแบงนี้จะก่อให้เกิดวิวัฒนาการต่างๆ รวมทั้งวิวัฒนาการของเอกภพหรือจักรวาลด้วย

ขณะเดียวกัน ทางด้านนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก ต่างพากันแสดงความหวั่นวิตกว่า การทดลองครั้งนี้จะส่งผลทำให้เกิดหลุมดำแม้เพียงขนาดเล็ก แต่ก็สามารถดูดกลืนวัตถุรอบ ๆ และขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งตัวโลกของเราเอง หรือจักรวาลทั้งหมดที่มีอยู่ ก็สามารถถูกดูดกลืนเข้าไปได้ภายในพริบตาด้วยความเร็วของแสง ซึ่งนายเจมส์ กิลเลส หัวหน้าคณะโฆษกของเซิร์น ออกมาตอบโต้ว่า ความหวั่นวิตกดังกล่าว เป็นเรื่องที่เหลวไหล

เป็นยังไงบ้างครับ ฟังแล้วมันน่าสยดสยองอยู่ไม่น้อย แต่เหตุการณ์ทั้งหมดนี้ (ถ้ามันเกิดขึ้นจริงนะครับ) จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วทันใจจนไม่มีมนุษย์ผู้ใดสามารถแก้ไขหรือทำอะไรได้เลย มันเป็นหายนะชนิดไร้ซึ่งความทรมานหรือเจ็บปวด นับเป็นจุดจบของโลกและมนุษย์ชาติแบบเจ๋งจริงๆ

หลุมดำที่ดูดกลืนกินทุกอย่างแม้แต่แสง
ลำดับต่อไป สิ่งที่กำลังจะมาทำลายล้างโลกได้ ก็คือ เจ้าดาวนิบิรู Nibiru หรือ ดาวเคราะห์ X วายร้ายเจ้าเก่าของภาคที่แล้ว ที่ว่าจะโคจรมาใกล้โลก เมื่อตอนวันที่ 21.12.2012 นั่นเอง สำหรับผู้ติดตามในเรื่องนี้คงยังจำกันได้



แต่แล้วพอถึงวันที่ 21 ธันวาคม 2012 เข้าจริง ๆ  เจ้าดาวนิบิรูกลับไม่โผล่มาให้เห็นเลย สังคมก็เลยสรุปว่า มันไม่เคยมีอยู่จริง ทางองค์การนาซ่าเอง ก็ไม่เคยบอกหรือยืนยันอย่างเป็นทางการเลยว่า มีดาวดวงนี้อยู่ในสารบบดาวใด ๆ มาก่อน  แต่ระนั้นก็ดี ยังมีผู้คนพากันเชื่อได้เชื่อดีว่า มันต้องมีอยู่จริง

หนนี้มันกลับมาอีกแล้วสำหรับผู้ที่ยังคงเชื่อว่ามันมีอยู่  ขณะนี้มันได้โคจรเข้ามาในระบบสุริยะของเรา และพอมาถึงระยะที่ใกล้กับโลก แรงดึงดูดอันมหาศาลของมัน (ดาวนิบิรู ใหญ่กว่าโลกถึง 4-5 เท่า) จะส่งผลให้แรงโน้มถ่วงของโลกเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง  จะทำให้ขั้วแม่เหล็กโลกสลับเปลี่ยนขั้ว หรือทำให้โลกหมุนช้าลง จนถึงหยุดหมุนรอบตัวเอง ซึ่งจะก่อให้เกิดความแปรปรวนทางภูมิอากาศทั่วโลก อาทิเช่น ซุปเปอร์พายุหมุนกำลังแรง หรือน้ำท่วมใหญ่ ภาพเหตุการณ์ที่เลวร้ายสุดๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ก็คือ มันโคจรพุ่งชนโลกเราอย่างตรง ๆ อันนี้ไม่ต้องใช้จินตนาการใดๆเลยว่า โลกและเหล่ามนุษย์ที่อาศัยอยู่จะจบลงเอยกันอย่างไร




ในขณะที่ก็เหลือเวลาอีกไม่กี่วัน แต่กล้องโทรทรรศ์ดูดาวต่าง ๆ ทั้งบนโลกและในอวกาศเช่น กล้อง Hubble กลับยังมองไม่เห็นการมาของมันใกล้โลกเลย  ดังนั้น ผู้เขียนว่า ความหายนะรายการนี้น่าจะตกอยู่ในอันดับที่เป็นไปไม่ได้อย่างที่สุด

อันดับต่อมาอีก ก็เป็นการพุ่งชนโลกของลูกอุกกาบาตขนาดใหญ่ อันนี้มาสไตล์ภาพยนตร์เรื่อง Deep Impact ดังนั้น ผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นใด ก็ไม่ต้องเสียเวลาสาธยายมาก


มหาสมุทรทั่วโลกจะเกิดคลื่นซูนามิระดับสูงหลายร้อยเมตรโถมเข้าฝั่งทวีปต่างๆ เมืองทุกเมืองที่ตั้งอยู่ชายฝั่งทวีปกลายไปเมืองใต้บาดาลในทันที สร้างความเสียหายต่อมนุษยชาติและสรรพสิ่งสุดคณานับ

บางข้อมูลก็ว่า ถึงแม้จะไม่ถึงขั้นเป็นวันสิ้นโลกในช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะเกิดภัยสงคราม หรือจราจล ระดับภูมิภาค อันสืบเนื่องมาจากการล้มสลายทางเศรษฐกิจของประเทศผู้นำโลก อย่างเช่น สหรัฐอเมริกา รัสเซีย ไม่ก็จีน หรือบางประเทศในกลุ่มอียู  หายนะรายการนี้มาแนวเศรษฐกิจการเงิน และการเมือง มิใช่แนววิทยาศาสตร์แต่อย่างใด  ซึ่งจะว่าไปแล้ว มันก็มีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน  แต่ในความคิดเห็นส่วนตัวแล้ว มันไม่ยังน่าจะเกิดขึ้นในเวลาช่วงนี้ ถ้าภายในอีกปีสองปีล่ะก็อาจไม่แน่เหมือนกัน


นอกจากสาเหตุต่าง ๆ ที่จะนำการล่มสลายแตกดับของโลกที่ได้พูดมาแล้วข้างต้น ยังมีเหตุปัจจัยอื่นๆ อีก เช่น เกิดสงครามโลกครั้งที่สาม ที่ผู้ตั้งตัวเป็นนักพยากรณ์ พากันทำนายและแชร์ความเชื่อของตนบน YOUTUBE

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่พวกเราจะมาลองนับถอยหลังวันสิ้นโลกภายในวันที่ 24 เดือนนี้กันดู เพราะไม่มีอะไรต้องเสีย อีกทั้งก็ไม่นานเกินรอ

ถ้าไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกเหมือนคราวที่แล้วหลังวันที่ 21.12.2012  เหล่าพวกนักพยากรณ์ทั้งหลายก็คงไม่รู้สึกหน้าแตกอะไร คงพาออกมาแก้ตัวด้วยมุขเดิม ๆ ว่า วันสิ้นโลก ที่ยังไม่เกิดขึ้น ก็เพราะเหตุผลนานับประการ หรือไม่ก็ไม่พูดอะไร แต่จะเลื่อนกำหนดวันสิ้นโลกออกไปใหม่เรื่อย ๆ  แต่คราวนี้ ความเชื่อของผู้คนในประเด็นโลกสูญสลาย น่าจะจุดประเด็นไม่ติดอีกต่อไป  ถ้าไม่อย่างถาวร อย่างน้อยก็สักช่วงระยะเวลาหนึ่ง